การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เมื่อวันที่ 18–19 มีนาคมที่ผ่านมา มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 5.25–5.50% ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจชะงักงันพร้อมเงินเฟ้อ หรือที่เรียกว่า “Stagflation” ซึ่งเป็นภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตช้า แต่ราคาสินค้ายังคงปรับตัวสูงขึ้น
จากการประเมินของคณะกรรมการ FOMC เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2025 คาดว่าจะเติบโตที่ระดับ 2.0% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (PCE) และเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) อยู่ที่ 2.2% ส่วนอัตราการว่างงานคาดว่าจะอยู่ที่ 4.4% ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามของ Fed ในการควบคุมเงินเฟ้อโดยไม่ทำให้ตลาดแรงงานเสียสมดุลมากเกินไป
แม้จะมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจและเงินเฟ้อให้สูงขึ้น แต่ Fed ส่งสัญญาณว่าจะมีการลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวในปี 2024 ซึ่งถือเป็นการดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวังในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การคงดอกเบี้ยของ Fed อาจทำให้อัตราดอกเบี้ยในไทยยังคงอยู่ในระดับเดิม ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจส่งผลดีต่อการส่งออกของไทย อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงในระยะข้างหน้า