ในการประชุม FOMC วันที่ 27-28 ม.ค. 2568 เฟดมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ที่ 10 ต่อ 2 เสียง คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.50-3.75% ตามที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดไว้ก่อนหน้านี้ พร้อมทั้งส่งสัญญาณมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจมากขึ้น โดยระบุว่าเศรษฐกิจยังขยายตัวในอัตราที่แข็งแกร่งและตลาดแรงงานเริ่มทรงตัว ขณะที่เงินเฟ้อยังคงสูงกว่ากรอบเป้าหมาย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าจากการส่งสัญญาณของเฟด เฟดมีแนวโน้มหยุดพักการปรับลดดอกเบี้ย และเลื่อนการลดดอกเบี้ยออกไปเป็นช่วงกลางปีเป็นต้นไป เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งแรกของปีมีแนวโน้มยังได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายของครัวเรือนรายได้สูง การลงทุนด้าน AI รวมถึงเม็ดเงินคืนภาษีจากมาตรการลดภาษีภายใต้รัฐบาลทรัมป์ ขณะที่เงินเฟ้อสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดลงเข้าใกล้เป้าหมาย 2% ของเฟดอย่างค่อยเป็นค่อยไป ท่ามกลางความเสี่ยงจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าเพิ่มเติมที่ยังมีอยู่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า เฟดอาจพิจารณาปรับลดดอกเบี้ย 2-3 ครั้งในช่วงกลางปีเป็นต้นไป เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ขณะที่วาระของเจอโรม พาวเวลล์จะสิ้นสุดลงในเดือนพ.ค. 2569 ซึ่งผู้ว่าการเฟดคนใหม่และโครงสร้างคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟดในปีนี้มีแนวโน้มเอนเอียงไปทางสายผ่อนคลายมากขึ้น โดยปัจจุบันตลาดให้น้ำหนักความเป็นไปได้ของ Rick Rieder ซึ่งถูกมองว่ามีจุดยืนด้านนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย (dovish) ในการขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ว่าการเฟดคนใหม่มากที่สุด
เผยแพร่เมื่อ 2026 Jan 29
ในการประชุม FOMC วันที่ 27-28 ม.ค. 2569 คาดเฟดมีมติคงดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% จากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังมีความยืดหยุ่น (Resilient) และเงินเฟ้อที่ไม่เร่งตัวแม้ยังอยู่สูงกว่าเป้าหมาย ขณะเดียวกันเฟดคงต้องการรอติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจและเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้าที่ยังอยู่ในระดับสูง ในปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าเฟดมีแนวโน้มทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายราว 2-3 ครั้ง โดยมีแนวโน้มเลื่อนการลดดอกเบี้ยไปอยู่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เนื่องจากเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังคาดว่าจะเห็นการชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ยังต้องติดตามการเสนอชื่อผู้ว่าการเฟดคนใหม่อย่างใกล้ชิด โดยคาดว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจเสนอชื่ออย่างเร็วสุดภายในสิ้นเดือนม.ค.นี้ ก่อนที่วาระของเจอโรม พาวเวลล์จะสิ้นสุดลงในเดือนพ.ค. 2569 ขณะที่ การสอบสวนทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับเจอโรม พาวเวลล์ ประเด็นการฟ้องร้องที่เกี่ยวข้องกับการให้ข้อมูลต่อสภาในเรื่องงบปรับปรุงอาคารของเฟดได้ย้อนกลับมาสร้างแรงกดดันทางการเมือง ในขณะที่คาดว่าจะไม่ส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด
เผยแพร่เมื่อ 2026 Jan 26
ในการประชุม FOMC วันที่ 9-10 ธ.ค. 2568 เฟดมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 3 เสียงปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ลงมาอยู่ที่ 3.50-3.75% ตามที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดไว้ก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ เฟดจะกลับมาซื้อพันธบัตรรัฐบาลอีกครั้ง เพื่อเสริมสภาพคล่องในตลาดการเงินและเศรษฐกิจ มุมมองของคณะกรรมการเฟดมีความแตกต่างมากขึ้น สะท้อนความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินในปี 2569 โดย 9 เสียงสนับสนุนการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ขณะที่ 2 เสียงไม่เห็นด้วยต่อการลดดอกเบี้ย และ 1 เสียงเสนอให้ลดดอกเบี้ยถึง 0.50% ในปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าเฟดมีแนวโน้มทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกราว 2-3 ครั้ง มากกว่าค่ากลางของเฟดที่ส่งสัญญาณปรับลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง และสอดคล้องกับตลาดที่คาดว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ยราว 2 ครั้งในปีหน้า โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงมุมมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงจากในปีนี้
เผยแพร่เมื่อ 2025 Dec 11
ในการประชุม FOMC วันที่ 9-10 ธ.ค. 2568 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายของปี 2568 คาดเฟดมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ ปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ลงมาอยู่ที่ 3.50-3.75% ท่ามกลางตัวเลขตลาดแรงงานที่ชะลอลง ในปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าเฟดมีแนวโน้มทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกราว 3 ครั้ง สอดคล้องกับภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะชะลอลงจากฝั่งการบริโภคภาคครัวเรือน นอกจากนี้ การสิ้นสุดวาระของประธานเฟด Jerome Powell ในเดือนพ.ค. 2569 เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ตลาดต้องจับตา เนื่องจากจุดยืนทางนโยบายของประธานเฟดคนใหม่อาจส่งผลต่อเส้นทางดอกเบี้ยในระยะถัดไป
เผยแพร่เมื่อ 2025 Dec 05
ในการประชุม FOMC วันที่ 28-29 ต.ค. 2568 เฟดมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ 10 ต่อ 2 เสียงปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ลงมาอยู่ที่ 3.75-4.00% ตามคาด พร้อมส่งสัญญาณยุติการลดขนาดงบดุล (Quantitative Tightening: QT) ในวันที่ 1 ธ.ค. 2568 หลังจากทำ QT มาต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2565 เฟดระบุการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในเดือนธ.ค. ยังมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมาย ประกอบกับขาดข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญจาก Government Shutdown ส่งผลให้เฟดยังคงมุมมองระมัดระวัง และอาจชะลอการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อรอประเมินผลจากการปรับลดดอกเบี้ยของเฟดในสองครั้งก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงมุมมองการปรับลดดอกเบี้ยของเฟดมีอีก 0.25% ในเดือนธ.ค. เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอลง ขณะที่เงินเฟ้อสหรัฐฯ คาดว่าจะไม่เร่งตัวสูงขึ้นมากนัก อย่างไรก็ตาม จังหวะการปรับลดดอกเบี้ยคงขึ้นอยู่กับตัวเลขตลาดแรงงานและเงินเฟ้อที่ออกมาเป็นสำคัญ
เผยแพร่เมื่อ 2025 Oct 30
ในการประชุม FOMC วันที่ 28-29 ต.ค. 2568 คาดเฟดปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ลงมาอยู่ที่ 3.75-4.00% หลังเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนก.ย. ออกมาต่ำกว่าคาด ท่ามกลางความกังวลภาวะตลาดแรงงานที่อ่อนแอลง และเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เผชิญความเสี่ยงเชิงลบเพิ่มขึ้น ขณะที่ เฟดมีแนวโน้มยังไม่หยุดทำ Quantitative Tightening (QT) ในการประชุมรอบนี้ เนื่องจากเฟดคงหลีกเลี่ยงที่จะหยุดทำ QT เร็วไป เพราะอาจกระตุ้นฟองสบู่ในสินทรัพย์และชะลอความคืบหน้าในการควบคุมเงินเฟ้อ หากสภาพคล่องไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า การประชุม FOMC รอบสุดท้ายของปีในเดือนธ.ค. 2568 มีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ตามสัญญาณจาก Dot Plot ล่าสุด ขณะที่ในปี 2569 เฟดอาจลดดอกเบี้ยมากกว่าที่ส่งสัญญาณไว้ โดยมีโอกาสปรับลดรวม 2–3 ครั้ง เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ
เผยแพร่เมื่อ 2025 Oct 27
ในการประชุม FOMC 16-17 ก.ย. 2568 เฟดมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ 11:1 เสียงลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ลงมาอยู่ที่ 4.00-4.25% โดย 1 เสียงอยากให้ลดแรงกว่านี้ที่ 0.5% เฟดส่งสัญญาณการปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้ไม่ใช่การเริ่มลดดอกเบี้ยเชิงรุก และยังคงท่าทีระมัดระวังในการปรับลดดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า เฟดจะปรับลดดอกเบี้ย 2 ครั้งตาม Dot Plot ใน 2 การประชุมที่เหลือของปีนี้ แต่มองปีหน้ามีโอกาสที่เฟดจะปรับลดมากกว่า 1 ครั้งจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอลง โดยเฟดมีแนวโน้มเผชิญความท้าทายมากขึ้นในการชั่งน้ำหนักความเสี่ยงด้านตลาดแรงงานและเงินเฟ้อจากผลกระทบของการปรับขึ้นภาษีที่จะชัดเจนขึ้นในปีหน้า
เผยแพร่เมื่อ 2025 Sep 18
ในการประชุม FOMC วันที่ 16-17 ก.ย. 2568 คาดเฟดปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ลงมาอยู่ที่ 4.00-4.25% เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดสะท้อนถึงสัญญาณการชะลอตัวในตลาดแรงงาน ขณะที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า เฟดมีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม 1 ครั้ง ใน 2 การประชุมที่เหลือของปีนี้ในเดือนต.ค. และ ธ.ค. โดยคาดว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภายใต้ความท้าทายมากขึ้นในการชั่งน้ำหนักความเสี่ยงด้านตลาดแรงงานและเงินเฟ้อจากผลกระทบของการปรับขึ้นภาษีที่จะชัดเจนขึ้น ทั้งนี้ การประชุมรอบนี้จะมีการเปิดเผยประมาณการเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และ Dot Plot โดยมีความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเพิ่มประมาณการการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในปี 2026 จากที่เคยประเมินไว้เมื่อเดือนมิถุนายน
เผยแพร่เมื่อ 2025 Sep 12
ในการประชุม FOMC 29-30 ก.ค. 2568 เฟดมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ 9:2 เสียง คงดอกเบี้ยที่ 4.25-4.50% ตามคาด โดย 2 เสียงมองให้ปรับลดดอกเบี้ย 0.25% โดยเฟดยังคงมุมมอง wait-and-see ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูง และมองตลาดแรงงานยังแข็งแกร่งและเงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดเฟดปรับลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในเดือนต.ค. และ ธ.ค. แม้ตลาดเริ่มให้น้ำหนักเฟดปรับลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปีนี้มากขึ้น โดยมองเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอลงในระยะข้างหน้าจากผลกระทบการขึ้นภาษีนำเข้าที่ชัดเจนขึ้น
เผยแพร่เมื่อ 2025 Jul 31
ในการประชุม FOMC วันที่ 29-30 ก.ค. 2568 คาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีที่ระดับ 4.25-4.50% เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงสะท้อนภาพแข็งแกร่ง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ขยับขึ้น สะท้อนผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้า อย่างไรก็ดี คาดว่ามติคงดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้อาจออกมาไม่เป็นเอกฉันท์ เนื่องจากสมาชิกเฟดบางรายได้แสดงความเห็นสนับสนุนการปรับลดดอกเบี้ยในเดือนก.ค. ในการดำเนินนโยบายเชิงรุกล่วงหน้า (ahead of the curve) เพื่อรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า เฟดจะเริ่มลดดอกเบี้ยครั้งแรกเร็วสุดในเดือนกันยายน 2568 และอีกครั้งในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ จากแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อาจชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังการบังคับใช้ภาษีฯ 1 ส.ค. 68
เผยแพร่เมื่อ 2025 Jul 23
ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 4.25–4.50% พร้อมเดินหน้าลดขนาดงบดุลต่อเนื่องตามแผนการปรับนโยบายการเงินแบบเข้มงวด (QT) เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐในปีนี้จะเติบโตเพียง 1.4% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อจะขยับขึ้นเป็น 3.0% และอัตราว่างงานแตะระดับ 4.5% สะท้อนแรงกดดันจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ด้าน Dot Plot ล่าสุดเผยว่า 10 จาก 17 กรรมการ Fed คาดว่าจะเริ่มลดดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปี โดยเร็วที่สุดอาจเริ่มในเดือนกันยายน 2568 ซึ่งสะท้อนมุมมองว่าการเข้มงวดทางการเงินอาจใกล้ถึงจุดเปลี่ยนหากเศรษฐกิจอ่อนแรงลงตามคาดการณ์
เผยแพร่เมื่อ 2025 Jun 19
ในการประชุม FOMC วันที่ 17-18 มิ.ย. คาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยต่อเนื่องที่ระดับ 4.25-4.50% เนื่องจากเฟดคงต้องการเห็นภาพผลกระทบของมาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้าต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อสหรัฐฯ ให้ชัดเจนกว่านี้ก่อนพิจารณาปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า เฟดมีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ เนื่องจากคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเห็นผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าที่ชัดเจนขึ้นหลังการชะลอการปรับขึ้นภาษีนำเข้า 90 วันสิ้นสุดลงในวันที่ 9 ก.ค. 2568 ทั้งนี้ ในการประชุมรอบนี้จะมีการเผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และ Dot Plot ซึ่งเฟดมีแนวโน้มจะยังคงส่งสัญญาณปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งสอดคล้องกับ Dot Plot ที่เผยแพร่ในครั้งก่อนหน้าในการประชุมเดือน มี.ค. 2568
เผยแพร่เมื่อ 2025 Jun 13
ในการประชุมวันที่ 6–7 พฤษภาคม 2568 ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 4.25–4.50% พร้อมส่งสัญญาณไม่เร่งรีบในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แม้ตลาดจะคาดการณ์ว่าจะมีการลดดอกเบี้ย 3 ครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง โดยสิ้นปีอาจอยู่ที่ระดับ 3.75% ขณะเดียวกัน FED ยังคงดำเนินมาตรการลดงบดุล (QT) ในระดับเดิม ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค โดยเฉพาะหากผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้ารุนแรงขึ้น
เผยแพร่เมื่อ 2025 May 08
ในการประชุม FOMC วันที่ 6-7 พ.ค. ซึ่งเป็นรอบที่ 3 จากทั้งหมด 8 รอบในปีนี้ คาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีที่ระดับ 4.25-4.50% เพื่อรอดูผลกระทบจากมาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้าที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า เฟดจะปรับลดดอกเบี้ย 3 ครั้งในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ จากเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญจากผลกระทบที่ชัดเจนขึ้นของการปรับขึ้นภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal tariffs) หลังการชะลอการปรับขึ้นภาษีฯ สิ้นสุดลง ทั้งนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาส 1/ 2568 ที่ออกมาเบื้องต้นหดตัวที่ -0.3% (Annualized %QoQ, s.a.) สะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อาจเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค (Technical recession) ในปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้ามีความรุนแรง ซึ่งจะส่งผลกระทบให้ตลาดแรงงานมีความเสี่ยงที่จะชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะข้างหน้า
เผยแพร่เมื่อ 2025 May 02
การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เมื่อวันที่ 18–19 มีนาคมที่ผ่านมา มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 5.25–5.50% ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจชะงักงันพร้อมเงินเฟ้อ หรือที่เรียกว่า “Stagflation” ซึ่งเป็นภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตช้า แต่ราคาสินค้ายังคงปรับตัวสูงขึ้น จากการประเมินของคณะกรรมการ FOMC เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2025 คาดว่าจะเติบโตที่ระดับ 2.0% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (PCE) และเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) อยู่ที่ 2.2% ส่วนอัตราการว่างงานคาดว่าจะอยู่ที่ 4.4% ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามของ Fed ในการควบคุมเงินเฟ้อโดยไม่ทำให้ตลาดแรงงานเสียสมดุลมากเกินไป แม้จะมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจและเงินเฟ้อให้สูงขึ้น แต่ Fed ส่งสัญญาณว่าจะมีการลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวในปี 2024 ซึ่งถือเป็นการดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวังในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การคงดอกเบี้ยของ Fed อาจทำให้อัตราดอกเบี้ยในไทยยังคงอยู่ในระดับเดิม ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจส่งผลดีต่อการส่งออกของไทย อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงในระยะข้างหน้า
เผยแพร่เมื่อ 2025 Mar 20
ในการประชุม FOMC วันที่ 18-19 มี.ค. นี้ คาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยที่ระดับ 4.25-4.50% เนื่องจากเฟดคงรอดูแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า ขณะที่ตัวเลขล่าสุด เงินเฟ้อยังอยู่สูงกว่าเป้าหมายของเฟด และตลาดแรงงานยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากแนวโน้มเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 2 ครั้งในปีนี้ โดยจังหวะการปรับลดคงขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่ออกมา ประกอบกับอาจมีการส่งสัญญาณชะลอการทำ Quantitative Tightening (QT) ลง ทิศทางนโยบายการเงินในระยะข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอนสูงจากมาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และมาตรการตอบโต้จากประเทศอื่นๆ ที่รุนแรงขึ้น
เผยแพร่เมื่อ 2025 Mar 14
ในการประชุม FOMC วันที่ 28-29 ม.ค. นี้ คาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยที่ระดับ 4.25-4.50% จากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้นและตัวเลขตลาดแรงงานยังสะท้อนภาพแข็งแกร่ง โดยเฟดรอดูแนวโน้มเงินเฟ้อและเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า ท่ามกลางความเสี่ยงจากนโยบายภายใต้การบริหารงานของประธานาธิบดีทรัมป์ที่อาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อให้เพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่เฟดจะคงดอกเบี้ยที่ระดับ 4.25-4.50% ในไตรมาส 1/2568 หากโมเมนตัมเศรษฐกิจและเงินเฟ้อไม่เปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบันเท่าใดนัก ประกอบกับหากสหรัฐฯ มีการปรับขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าเม็กซิโก แคนาดา และจีน ตามที่ได้ประกาศไว้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาด เฟดปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งในปีนี้ ในช่วงไตรมาส 2-4 สอดคล้องกับ Dot Plot ที่ออกมาล่าสุดในการประชุมเดือน ธ.ค. 2567 จากดอกเบี้ยนโยบายของเฟดที่ถือว่ายังอยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงเงินเฟ้อที่เร่งสูงขึ้น
เผยแพร่เมื่อ 2025 Jan 24
การใช้งานเว็บไซต์ต่อถือว่าคุณยอมรับนโยบายคุกกี้ของเรา
คุณสามารถเลือกประเภทของคุกกี้ที่ต้องการให้เราใช้ได้