ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า สินเชื่อระบบแบงก์ไทยอาจหดตัวลง -0.7% ในปี 2569 เพราะแม้สินเชื่อธุรกิจรายใหญ่อาจกลับมาขยายตัวได้ แต่การฟื้นตัวของสินเชื่อ SMEs และสินเชื่อรายย่อยยังคงเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน โดยเฉพาะปัญหาความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ รวมถึงรายได้และกำลังซื้อของครัวเรือนในประเทศ ผลจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา อาจช่วยบรรเทาภาระทางเงินของลูกหนี้ธุรกิจและรายย่อยประมาณ 3.8-4.8 พันล้านบาทภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพิ่มเติมจากผลของการลดดอกเบี้ยที่ช่วยแบ่งเบาภาระลูกหนี้ไปแล้ว ประมาณ 17.0-19.5 พันล้านบาทในปี 2568 แม้การลดดอกเบี้ยอาจช่วยเพิ่มโอกาสในการชำระหนี้ให้กับลูกหนี้ แต่คุณภาพสินเชื่อยังขึ้นอยู่กับตัวแปรทางเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้คาดว่า สัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพของระบบแบงก์ในปี 2569 จะยังคงอยู่ในกรอบสูงที่ 2.80-2.97% ของสินเชื่อรวม โดยจะยังคงเห็นสถาบันการเงินดำเนินการปรับโครงสร้างเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง
เผยแพร่เมื่อ 2026 Jan 06
เงินให้สินเชื่อและดอกเบี้ยค้างรับสุทธิ ณ สิ้นเดือนพ.ย. 2568 อยู่ที่ระดับ 13.38 ล้านล้านบาท ลดลง 2.28% YoY สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจไทยที่โตชะลอลงในครึ่งหลังของปี 2568 และมีแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่องในปีหน้าจากปัจจัยท้าทายรอบด้าน ด้านเงินรับฝาก ณ สิ้นเดือนพ.ย. 2568 อยู่ที่ระดับ 16.30 ล้านล้านบาท ขยายตัว 1.15% YoY โดยเงินฝากที่เพิ่มขึ้นหลักๆ มาจากเงินฝากออมทรัพย์ ขณะที่เงินฝากประจำลดลงตามทิศทางดอกเบี้ยเงินฝากที่ปรับตัวลง
เผยแพร่เมื่อ 2025 Dec 30
ตลอดทั้งปี 2568 ธนาคารพาณิชย์ทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 4 ครั้ง โดยรอบล่าสุด เริ่มมีผลแล้วตั้งแต่ช่วงวันที่ 22-24 ธ.ค. 2568 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ผลบวกสุทธิต่อลูกหนี้จะทยอยเกิดขึ้นในปี 2569 คาดว่า ภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้ธุรกิจและรายย่อย จะปรับลดลงรวมกันประมาณ 3,800-4,800 ล้านบาท ภายในครึ่งแรกของปี 2569 การปรับลดดอกเบี้ยเพียงปัจจัยเดียว อาจมีผลค่อนข้างจำกัดต่อทิศทางการปล่อยสินเชื่อใหม่ เพราะการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวมยังเปราะบาง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคงตัวเลขคาดการณ์สินเชื่อระบบแบงก์ไทยในปี 2569 ไว้ที่ -0.7% ยังต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่ม SME และรายย่อย ขณะที่ คาดว่าสัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพหรือ NPL Ratio ในปี 2569 จะยังคงอยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 2.80-2.97% ของสินเชื่อรวม
เผยแพร่เมื่อ 2025 Dec 26
การวิเคราะห์ฐานข้อมูลนิติบุคคลขนาดใหญ่ของเครดิตบูโร ชี้ว่า ปัญหาคุณภาพหนี้ของสินเชื่อธุรกิจยังถดถอยลงต่อในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 แม้จะมีการปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกจากผู้ให้บริการสินเชื่อ แต่สินเชื่อธุรกิจขนาดเล็กและย่อมก็ยังเปราะบางกว่ากลุ่มธุรกิจรายใหญ่อย่างต่อเนื่อง คุณภาพหนี้ของหลายธุรกิจได้รับผลกระทบจากปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก การชะลอตัวของอำนาจซื้อ และการแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ อาทิ ที่พักแรม การผลิต ก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ และค้าส่งค้าปลีก จุดติดตามสำคัญอยู่ที่ประสิทธิภาพของการปรับโครงสร้างหนี้ที่ลดลง ทำให้การอาศัยการปรับโครงสร้างหนี้แต่เพียงลำพัง โดยที่ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ที่แท้จริงไม่ได้เปลี่ยนแปลงนั้น คงดำเนินการได้เพียงอีกระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น
เผยแพร่เมื่อ 2025 Dec 24
ธปท. กระทรวงการคลังและสถาบันการเงิน เตรียมเดินหน้าโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ดำเนินการผ่าน SAM ซึ่งจะปรับบทบาทเป็น Social AMC เพื่อช่วยแก้ปัญหาหนี้เสียให้กับลูกหนี้รายย่อย ซึ่งมีหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย ในฐานข้อมูล NCB โครงการนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการช่วยหาทางออกให้กับลูกหนี้รายย่อยและสถาบันการเงินเจ้าหนี้ ในการจัดการกับปัญหาหนี้เสีย โดยใช้ทรัพยากรทางการเงินที่เหลืออยู่ให้เกิดประสิทธิผลเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี การจะช่วยลูกหนี้ให้หลุดออกจากสถานะหนี้เสียได้นั้น ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการกลับมาจ่ายคืนหนี้ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นซึ่งเชื่อมโยงกับการแก้ปัญหาทางการเงินและรายได้ของภาคครัวเรือนในภาพรวม
เผยแพร่เมื่อ 2025 Nov 12
เงินให้สินเชื่อและดอกเบี้ยค้างรับสุทธิ ณ สิ้นไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ระดับ 13.43 ล้านล้านบาท ลดลง 2.51 แสนล้านบาท หรือ 1.83% QoQ โดยการรวมพอร์ตสินเชื่อรายย่อยของธนาคารพาณิชย์รายใหญ่แห่งหนึ่งช่วยชะลอการหดตัวของสินเชื่อในไตรมาส 3/2568 เพียงบางส่วน สาเหตุหลักมาจากแรงกดดันด้านการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกัน ธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลคุณภาพสินทรัพย์ หลังความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกค้าบางกลุ่มปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ ธุรกิจบางส่วนยังหันไประดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ เนื่องจากต้นทุนทางการเงินลดลงตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ด้านเงินรับฝาก ณ สิ้นไตรมาสที่ 3/2568 อยู่ที่ระดับ 16.10 ล้านล้านบาท ลดลง 4.62 หมื่นล้านบาทจากไตรมาสก่อนหน้า หรือลดลง 0.29% QoQ หลัก ๆ เป็นการลดลงของเงินฝากประจำและเงินฝากออมทรัพย์ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ ทั้งนี้เงินฝากที่ปรับตัวลงสอดคล้องกับทิศทางสินเชื่อที่ยังไม่ฟื้นตัว ขณะที่สถาบันการเงินเน้นบริหารสภาพคล่องรวมถึงต้นทุนทางการเงินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
เผยแพร่เมื่อ 2025 Oct 31
เงินให้สินเชื่อและดอกเบี้ยค้างรับสุทธิอยู่ที่ 13.49 ล้านล้านบาท ณ สิ้นเดือน ส.ค. 2568 ลดลง 1.35% YoY โดยเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 15 (นับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2567) ซึ่งภาพสินเชื่อที่หดตัวสอดรับกับภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอและมีแนวโน้มขยายตัวในกรอบต่ำท่ามกลางปัจจัยท้าทายหลายประการ ส่งผลให้ธนาคารให้ความสำคัญกับการดูแลปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ และพิจารณาการปล่อยสินเชื่อใหม่อย่างระมัดระวัง ด้านเงินรับฝาก อยู่ที่ระดับ 16.18 ล้านล้านบาท ณ สิ้นเดือน ส.ค. 2568 ขยายตัว 2.66% YoY เนื่องจากฐานเปรียบเทียบที่ต่ำในช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งเดือน ส.ค. 2567 เป็นเดือนที่มีการเปิดจำหน่ายทั้งสลากออมทรัพย์ของ SFI และพันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาล
เผยแพร่เมื่อ 2025 Oct 03
กลางปี 2568 Moody’s ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศไทยจาก Stable เป็น Negative เป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี สะท้อนความกังวลต่อเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยปรับลดประมาณการ GDP ปี 2568 จาก 2.9% เหลือ 2.0% ขณะเดียวกันฐานะการคลังอ่อนแอลงจากหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลังวิกฤตโควิด โดยสัดส่วนหนี้ต่อ GDP พุ่งจาก 35% ในปี 2551 เป็น 64% ในปี 2568 ท่ามกลางความเสี่ยงจากสงครามการค้าและการเมืองภายในประเทศ Moody’s ยังจัดอันดับเครดิตไทยไว้ที่ Baa1/Negative พร้อมเตือนถึงแรงกดดันต่อค่าเงินบาทและต้นทุนการออกตราสารหนี้ที่อาจสูงขึ้น หากสถาบันจัดอันดับอื่นปรับลดเครดิตตามภายใน 12 เดือนข้างหน้า
เผยแพร่เมื่อ 2025 May 02
กลางปี 2568 Moody’s ปรับแนวโน้มเครดิตของประเทศไทยจาก Stable เป็น Negative สะท้อนความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการคลังที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่กดดันการส่งออกและบัญชีเดินสะพัด ข้อมูลเปรียบเทียบจากปี 1996 ถึง 2025 แสดงให้เห็นว่าหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ GDP เติบโตช้าลงและบัญชีเดินสะพัดเริ่มติดลบ ด้าน S&P และ Fitch ยังคงอันดับเครดิตไว้ที่ BBB+/Stable และ BBB+/Negative ตามลำดับ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันคล้ายช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในอดีต โดยเฉพาะจากภาวะชะลอตัวทั่วโลกและผลกระทบหลังโควิด-19
29 เมษายน 2568 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s Ratings ปรับลดมุมมองแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือสำหรับรัฐบาลไทยจาก “Stable” มาที่ “Negative” แม้ว่าจะยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ Baa1 โดย Moody’s กล่าวถึงสาเหตุสำคัญของการปรับมุมมองต่อแนวโน้มอันดับเครดิตลงเป็น Negative รอบนี้ มาจากความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของเศรษฐกิจไทยซึ่งมีผลทำให้สถานะทางการคลังอ่อนแอลง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตในรอบนี้ ต่างจากการปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตเป็น Negative ในรอบก่อน ซึ่งเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม 2551 ในช่วงของวิกฤต Subprime อยู่ 2 จุด คือ เศรษฐกิจไทยในปี 2551-2552 ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจการเงินทั่วโลก และระดับหนี้สาธารณะของไทยในเวลานั้นยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ในรอบนี้ คงต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยมีข้อจำกัดในการฟื้นตัว และมีเงื่อนไขซ้ำเติม คือ ตัวช่วยทางการคลังมีสัญญาณที่จำกัดมากขึ้นกว่ารอบก่อน ตลาดการเงินไทยตอบรับข่าวการปรับมุมมองต่อแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือมาเป็น Negative ในรอบนี้ ค่อนข้างจำกัด เพราะปัจจัยอื่นมีผลมากกว่า อาทิ ทิศทางเงินดอลลาร์ฯ ที่โดนกระทบจากเรื่องสงครามการค้า และสัญญาณฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ ซึ่งสลับมาอยู่ในฝั่งไหลเข้าสุทธิรับมติการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยลง 0.25% มาที่ 1.75% ในการประชุม กนง. 30 เมษายน 2568
เผยแพร่เมื่อ 2025 Apr 30
การใช้งานเว็บไซต์ต่อถือว่าคุณยอมรับนโยบายคุกกี้ของเรา
คุณสามารถเลือกประเภทของคุกกี้ที่ต้องการให้เราใช้ได้