ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า การเผาพื้นที่เกษตรของไทยต้นปี 2569 มีแนวโน้มชะลอลง จาก 2 ปัจจัยสนับสนุนหลัก ได้แก่ (1) มาตรการรวมศูนย์คำสั่งระดับประเทศ ซึ่งช่วยลดช่องว่างการผ่อนปรนในระดับจังหวัด แทนการดำเนินการแบบกระจายตามพื้นที่ และ (2) การเชื่อมโยงข้อมูลดาวเทียมแบบเรียลไทม์กับฐานข้อมูลพื้นที่เกษตร ที่ทำให้ตรวจสอบการเผาและลงโทษได้รวดเร็วขึ้น ข้อมูลเดือนมกราคม 2569 สะท้อนว่า จุดความร้อนจากพื้นที่เกษตรสะสม ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนราว 18.5% จาก 4,768 จุด เหลือ 3,884 จุด อย่างไรก็ตาม การเผายังคงกระจุกตัวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง โดย 5 จังหวัดที่มีจุดความร้อนพื้นที่เกษตรสะสมสูงสุด ได้แก่ ร้อยเอ็ด สุรินทร์ ขอนแก่น ปราจีนบุรี และกาฬสินธุ์
เผยแพร่เมื่อ 2026 Feb 25
ราคาพริกสดของไทยในเดือน ม.ค. 2569 พุ่งแตะ 131.5 บาทต่อกก. สูงสุดในรอบ 5 ปี และคาดว่าราคาในเดือน ก.พ. 2569 จะยังทรงตัวสูงที่ราว 90 บาทต่อกก. เนื่องจากพื้นที่ปลูกหลักในภาคอีสานและภาคเหนือลดลงในฤดูเก็บเกี่ยว (ม.ค.-ก.พ.) จากผลกระทบน้ำท่วมหนักตั้งแต่ ต.ค. 2568 ฟื้นฟูไม่ทัน กดดันผลผลิตให้ลดลง ประกอบกับเป็นช่วงที่ไทยนำเข้าจากจีนในสัดส่วนน้อย มองต่อไปในเดือน ก.ค.-ต.ค. 2569 ราคาอาจปรับลดลงไปเฉลี่ยอยู่ที่ 40 บาทต่อกก. จากแรงฉุดในช่วงไทยนำเข้าจากจีนจำนวนมาก โดยปริมาณการนำเข้าพริกจากจีนในช่วง ก.ค.-ต.ค. 2569 อาจเพิ่มขึ้น 3.4% ไปอยู่ที่ 41,000 ตัน เนื่องจากตรงกับฤดูเก็บเกี่ยวหลักของจีน โดยมีมณฑลกุ้ยโจว เป็นแหล่งปลูกพริกอันดับ 1 รวมถึงมณฑลเหอหนานและซานตง เป็นแหล่งปลูกและฐานส่งออกสำคัญ ประกอบกับราคาพริกของจีนถูกกว่าไทยราว 26.1% ทั้งปี 2569 คาดว่า ราคาพริกของไทยอาจลดลง 1 % ไปเฉลี่ยอยู่ที่ 53 บาทต่อกก.
เผยแพร่เมื่อ 2026 Feb 06
กระเทียมและหอมหัวใหญ่ เป็นผักที่ไทยมีความต้องการบริโภคสูงกว่าผลผลิตในประเทศ เพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน รวมถึงยาและอาหารเสริม ทั้งนี้ ฤดูผลผลิตกระเทียมและหอมหัวใหญ่ของไทยเกือบทั้งหมดจะอยู่ในช่วง 4 เดือนแรกของปี แนวโน้มการนำเข้ากระเทียมและหอมหัวใหญ่ของไทยจากจีนจะเพิ่มขึ้น (ไทยพึ่งพาจีนเป็นหลัก) โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 คาดว่า ไทยจะนำเข้ากระเทียมจากจีนเพิ่มขึ้น 13.2% ไปอยู่ที่ 40,000 ตัน และไทยจะนำเข้าหอมหัวใหญ่จากจีนเพิ่มขึ้น 5% ไปอยู่ที่ 19,200 ตัน ซึ่งปัจจัยหลักมาจากราคาของจีนที่ถูกกว่าไทยราว 5 เท่า ด้วยความได้เปรียบที่จีนมี Economy of Scale จากพื้นที่ปลูกขนาดใหญ่ ต้นทุนการผลิตต่ำ และปลูกได้ตลอดทั้งปี ราคากระเทียมของไทยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 อาจปรับตัวลดลงไปเฉลี่ยอยู่ที่ 88 บาทต่อกก. และราคาหอมหัวใหญ่ของไทยอาจลดลงไปเฉลี่ยอยู่ที่ 28 บาทต่อ กก. ไม่จูงใจให้เกษตรกรขยายการผลิต ส่งผลกดดันต่อผลผลิตกระเทียมให้ลดลงไปอยู่ที่ 53,390 ตัน และผลผลิตหอมหัวใหญ่ลดลงไปอยู่ที่ 31,663 ตัน
เผยแพร่เมื่อ 2026 Jan 27
มูลค่าตลาดนมพืชทางเลือกปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ 4,200 ล้านบาท โต 5.0% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากราคาต่อหน่วยที่มีแนวโน้มปรับลดลง การเพิ่มขึ้นของจำนวนผลิตภัณฑ์และช่องทางการขาย ที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น นมพืชทางเลือกยังเผชิญกับการแข่งขันสูง ท่ามกลางต้นทุนการผลิตที่ผันผวนและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ส่งผลให้การเติบโตของธุรกิจยังขึ้นอยู่กับความสามารถในบริหารจัดการต้นทุนและกลยุทธ์เพิ่มยอดขายและฐานลูกค้า
เผยแพร่เมื่อ 2025 Dec 29
ในปี 2569 คาดว่าราคาทุเรียนสดไทยจะลดลง 2.7% ไปอยู่ที่ 90 บาทต่อ กก. เป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากแรงกดดันด้านการแข่งขัน รวมถึงมาตรฐานนำเข้าที่เข้มงวดของจีน และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้ไทยยังครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในจีน แต่เวียดนามมาแรงจากความได้เปรียบด้านต้นทุนต่ำและระยะขนส่งที่ใกล้กว่า ซึ่งอาจกดดันให้มูลค่าส่งออกทุเรียนสดไทยในปี 2569 ลดลง 1.8% ตลาดทุเรียนสดที่มีศักยภาพของไทยอยู่ในมณฑลกวางตุ้ง ยูนนาน และเจ้อเจียง ขณะที่กว่างซีจ้วง ไทยอาจเสียเปรียบเวียดนาม ส่วนเสฉวน เป็นตลาดที่น่าสนใจและยังมีโอกาสขยายการส่งออกได้มาก
เผยแพร่เมื่อ 2025 Dec 25
ปี 2569 ปริมาณการผลิตเนื้อไก่ของไทยคาดอยู่ที่ 3.47 ล้านตัน ขยายตัว 0.9% ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับปี 2568 ที่คาดว่าจะโตราว 1.3% ซึ่งสอดคล้องไปกับปริมาณการบริโภคที่คาดว่าจะอยู่ในระดับทรงตัว จากความต้องการในประเทศและตลาดส่งออกที่โตช้าลงตามภาวะเศรษฐกิจ มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่ของไทยปี 2569 คาดจะอยู่ที่ 4,665 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โต 3.0% เมื่อเทียบกับปี 2568 ที่คาดว่าจะโตราว 5.0% ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจคู่ค้าหลักอย่างญี่ปุ่น สหราชอาณาจักรและจีน รวมถึงยังต้องแข่งขันด้านราคาเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด ความเสี่ยงของธุรกิจในระยะต่อไป ยังคงเป็นเรื่องของต้นทุนการผลิตที่ยังคงผันผวน อุปสรรคทางการค้าจากทั้งมาตรการทางภาษีและมิใช่ภาษีและความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
เผยแพร่เมื่อ 2025 Dec 11
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า มูลค่าการส่งออกกุ้งของไทยในปี 2569 จะอยู่ที่ 1,075 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว 3.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากอุปสงค์กุ้งในประเทศคู่ค้าหลักมีทิศทางลดลง ตามภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อ ผลกระทบจากภาษี Reciprocal Tariffs ที่ชัดเจนมากขึ้นเต็มปี รวมถึงเผชิญการแข่งขันรุนแรงกับคู่แข่งสำคัญ โดยเฉพาะเอกวาดอร์ และอินโดนีเซีย แนวโน้มการส่งออกกุ้งของไทย ยังเผชิญปัญหาความสามารถในการแข่งขัน จากทั้งปริมาณผลผลิตที่ปรับเพิ่มได้ยาก ต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าคู่แข่ง รวมถึงการแข่งขันด้านราคาที่เข้มข้นขึ้นจากสงครามการค้า
เผยแพร่เมื่อ 2025 Dec 04
ในวันที่ 21 พ.ย. หลายพื้นที่ภาคใต้เผชิญฝนตกหนักสะสมกว่า 300-500 มม. ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยถึง 1.5 เท่า โดยจังหวัดสงขลาน้ำท่วมหนักสุด วัดจากปริมาณฝนสะสมสูงสุดในวันที่ 19-21 พ.ย.อยู่ที่ 630 มม. สูงกว่าน้ำท่วมใหญ่ปี 2553 ที่อยู่ที่เพียง 428 มม. ยางพาราและปาล์มน้ำมันเสียหายจากน้ำท่วม เนื่องจากมีพื้นที่ปลูกหลักอยู่ในภาคใต้ โดยยางพารามีพื้นที่ปลูกอยู่ในภาคใต้ 57% จากทั้งประเทศ แหล่งผลิตหลักอยู่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี สงขลา และนครศรีธรรมราช ส่วนปาล์มน้ำมันมีพื้นที่ปลูกอยู่ในภาคใต้ 86% จากทั้งประเทศ แหล่งผลิตหลักอยู่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี กระบี่ และชุมพร ความเสียหายของผลผลิตยางพาราและปาล์มน้ำมันจากน้ำท่วม คิดเป็นมูลค่ารวม 6,698 ล้านบาท แบ่งเป็นความเสียหายของผลผลิตยางพารา 0.83 แสนตัน คิดเป็นมูลค่า 4,456 ล้านบาท และความเสียหายของผลผลิตปาล์มน้ำมัน 3.4 แสนตัน คิดเป็นมูลค่า 2,242 ล้านบาท
เผยแพร่เมื่อ 2025 Nov 28
มติ ครม. เมื่อ 11 พ.ย. 2568 เห็นชอบให้ไทยนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สหรัฐฯในกรอบ 1 ล้านตัน ภาษี 0% เริ่ม 1 ก.พ. 2569 โดยผู้นำเข้าต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ 3 ส่วนต่อการนำเข้า 1 ส่วน ด้วยราคารับซื้อในประเทศที่ 9.8 บาทต่อกก. และนำเข้าได้ในเดือน ก.พ.-มิ.ย ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศและการนำเข้าจากเพื่อนบ้านไม่เพียงพอต่ออุปสงค์ จึงต้องนำเข้าข้าวสาลีมาทดแทน ดังนั้น หากในปี 2569 ไทยมีการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สหรัฐฯที่ 1 ล้านตัน จะทำให้เข้ามาทดแทนการนำเข้าข้าวสาลีบางส่วนให้เหลือราว 0.7 ล้านตัน ราคานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สหรัฐฯ ถูกกว่าเพื่อนบ้านและข้าวสาลี ทำให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์มีต้นทุนการผลิตลดลงจากข้าวโพดสหรัฐฯราคาถูก เพราะถูกกว่าซื้อจากเพื่อนบ้านราว 47-118 ดอลลาร์ฯต่อตัน และถูกกว่านำเข้าข้าวสาลีราว 66 ดอลลาร์ฯต่อตัน นอกจากนี้ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อาจเผชิญราคาที่ลดลงจำกัด จากภาครัฐกำหนดราคารับซื้อในประเทศและช่วงนำเข้าไม่ตรงกับฤดูผลิตของไทย
เผยแพร่เมื่อ 2025 Nov 25
ในปี 2569 ยอดขายปุ๋ยเคมีของไทย คาดว่าจะอยู่ที่ 94,627 ล้านบาท หรือโต 0.5% ชะลอลงจากปี 2568 ที่โต 1.5% ตามความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีที่เพิ่มขึ้นไม่มาก และราคาขายปุ๋ยเคมีในประเทศที่ปรับลดลง ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มราคาปุ๋ยเคมีในตลาดโลก ราคาขายปุ๋ยเคมีไทยในปี 2569 คาดว่าลดลง 1.5% จะช่วยหนุนความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีไทยให้โต 2.1% ไปอยู่ที่ 4.49 ล้านตัน ตามราคาสินค้าเกษตรรายการหลักที่อาจขยับขึ้นเล็กน้อยอย่างข้าวและปาล์มน้ำมัน จึงจูงใจให้เกษตรกรมีความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มผลผลิต
เผยแพร่เมื่อ 2025 Nov 18
ราคาข้าวไทยในปี 2568 หดตัวครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่ราว 10.9% จากแรงกดดันด้านผลผลิตที่พุ่งสูงจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย และอินเดียเร่งผลักดันส่งออกข้าวพุ่งกว่า 34.2% ราคาข้าวไทยคาดยังปรับลดลงในไตรมาสแรกปี 2569 ที่ 0.9% จากผลผลิตยังสูงตามปรากฏการณ์ลานีญาที่ยังคงอยู่ และอุปสงค์ที่ลดลงในผู้นำเข้าหลักอย่างฟิลิปปินส์ที่งดการนำเข้าข้าว ทั้งปี 2569 คาดว่าราคาข้าวไทยอาจฟื้นขึ้นได้เล็กน้อยราว 0.8% เป็นไปตามราคาข้าวโลกที่เผชิญอุปสงค์ส่วนเกิน เนื่องจากผลผลิตข้าวอาจได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่ร้อนแล้งขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
เผยแพร่เมื่อ 2025 Oct 31
ราคาผักสดเฉลี่ยของไทยในเดือนต.ค. 2568 ปรับเพิ่มขึ้น 10.5% ไปแตะ 40.6 บาทต่อกก. สูงสุดในรอบ 17 เดือน โดยมีราคาผักสดที่พุ่ง 3 รายการแรก คือ กวางตุ้ง แตงกวา และคะน้า เนื่องจากผลของน้ำท่วมได้สร้างความเสียหายต่อพื้นที่เพาะปลูกราว 22,392 ไร่ และแรงหนุนของความต้องการบริโภคในช่วงเทศกาลกินเจ โดยคาดว่าราคาจะสูงกว่า 1.6 เท่าจากช่วงปกติ ราคาผักสดในช่วงที่เหลือของปี 2568 จะปรับลดลงตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้น (ภาวะน้ำท่วมในฤดูฝนสิ้นสุดแล้ว) โดยเฉพาะผักสดเศรษฐกิจฤดูหนาวที่สำคัญ เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก มะเขือเทศ ขึ้นฉ่าย เป็นต้น ราคาผักสดทั้งปี 2568 คาดว่าจะลดลง 15.3% ไปเฉลี่ยอยู่ที่ 27.6 บาทต่อกก. จากภาพรวมสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการผลิต
เผยแพร่เมื่อ 2025 Oct 21
ราคาข้าวไทยปรับลดลง 17% แม้จะเป็นช่วงน้ำท่วม (ก.ย.-ต.ค. 2568) และทำให้รายได้เกษตรกรลดลง 4,381 ล้านบาท จากผลผลิตเสียหาย 4.2 แสนตัน ราคาข้าวไทยช่วงที่เหลือของปี 2568 ยังปรับลดลง 18.9% ไปอยู่ที่ 9,856 บาทต่อตัน จากปัจจัยด้านฤดูกาลทั้งไทย อินเดีย และเวียดนาม ราคาข้าวไทยทั้งปี 2568 คาดลดลง 10.9% ไปอยู่ที่ 11,175 บาทต่อตัน สอดคล้องไปตามราคาข้าวโลก เนื่องจากมีอุปทานข้าวส่วนเกินสูงกว่า 8.98 ล้านตัน อีกทั้งสต็อกข้าวเพิ่ม 5% และอินเดียเร่งยอดส่งออกข้าวพุ่งกว่า 34.2%
เผยแพร่เมื่อ 2025 Oct 16
ไข่ผำสามารถทำกำไรได้ถึง 49,600 บาทต่อไร่ต่อปี ซึ่งสูงกว่าพืชเศรษฐกิจหลักไทย เช่น ปาล์ม,มันสำปะหลัง, อ้อย, ยางพารา และข้าว หลายเท่าตัว แต่ยังเป็นรองทุเรียนที่สามารถทำกำไรได้ราว 100,000 บาทต่อไร่ต่อปี อย่างไรก็ดี ไข่ผำสามารถเริ่มเก็บเกี่ยวได้ภายใน 2 สัปดาห์หลังจากเริ่มเพาะเลี้ยง ทั้งนี้ ไข่ผำเป็นหนึ่งในผักที่มีโปรตีนสูงถึง 50% ของน้ำหนักเมื่อนำไปตากแห้ง นอกจากนี้ ไข่ผำ 1 ถ้วย มีวิตามิน B12 เทียบเท่ากับไข่ไก่ถึง 12 ฟอง ซึ่งโดยปกติแล้ววิตามิน B12 จะมาจากเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์เป็นส่วนใหญ่ จึงได้รับความนิยมสำหรับผู้ไม่บริโภคเนื้อสัตว์ หรือผู้ที่รักสุขภาพมากขึ้น ไข่ผำได้รับอานิสงส์จากการเติบโตในตลาดโปรตีนที่ทำจากพืชตระกูลแหน (แหนใหญ่ แหนเล็ก ไข่ผำ เป็นหลัก) โดยในปี 2025 คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าตลาดโลกอยู่ที่ 98.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในปี 2034 จะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 244.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 10.6% (CAGR) จากปัจจัยหนุนหลัก ได้แก่ การเติบโตของเทรนด์รักสุขภาพที่กำลังมาแรง การที่ผู้คนหันมาสนับสนุนความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น และ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้ยอมรับจากทางสหภาพยุโรป ทำให้ผู้คนมองเห็นถึงความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยในการรับประทาน
เผยแพร่เมื่อ 2025 Oct 15
ปริมาณฝนในช่วงเดือนก.ย.-ต.ค. 2568 เพิ่มขึ้น 5.9%YoY ไปเฉลี่ยอยู่ที่ 264 มิลลิเมตรต่อเดือน เนื่องจากสภาวะลานีญา ประกอบกับอาจเกิดพายุ 2-3 ลูก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ผลผลิตข้าวนาปีเกือบทั้งหมดอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง จะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เพราะตรงกับฤดูเก็บเกี่ยว ทำให้คาดว่าจะมีพื้นที่ข้าวนาปีได้รับผลกระทบราว 1.85 ล้านไร่ และมีผลผลิตเสียหาย 4.8 แสนตัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า น้ำท่วมไทยปี 2568 สร้างความเสียหายต่อข้าวนาปี คิดเป็นมูลค่า 5,210 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังต้องจับตาน้ำท่วมช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค. ที่จะกระทบผลผลิตยางพาราและปาล์มน้ำมันในภาคใต้
เผยแพร่เมื่อ 2025 Sep 16
มัทฉะมีต้นกำเนิดมาจากจีน ได้รับการพัฒนาและผสมผสานวัฒนธรรมในญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมทั่วโลกจากกระแสในโซเชียล ปริมาณการผลิตมัทฉะในญี่ปุ่นไม่เพียงพอต่อความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้หลายแบรนด์มัทฉะในญี่ปุ่นมีการจำกัดการซื้อ โดยกระบวนการผลิตมัทฉะตุณภาพสูงมีความพิถีพิถันและต้องใช้เวลา โดยไม่สามารถเร่งการผลิตให้ได้เพียงพอความต้องการในระยะเวลาสั้น ปัจจุบันมัทฉะจากจีนพัฒนาและเพิ่มกำลังการผลิตมากขึ้น ปี 2025 คาดผลิตได้มากกว่า 5,000 ตัน โดยครึ่งแรกของปี 2025 เริ่มมีส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งคาดว่าในระยะต่อไปอาจจะมีการส่งออกไปเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม คุณภาพของมัทฉะจากจีนในมุมมองของผู้ดื่มยังต่างจากมัทฉะจากญี่ปุ่น กระแสความนิยมมัทฉะในไทยยังสูง โดยร้านมัทฉะในไทยเพิ่มขึ้นจากหลายปีก่อนอย่างมาก ผู้ประกอบการควรเตรียมรับมือในเรื่องของราคา และคุณภาพของมัทฉะ
เผยแพร่เมื่อ 2025 Sep 11
สวนลำไยภาคตะวันออกกว่า 90% ใช้แรงงานกัมพูชาเก็บเกี่ยว แต่แรงงานกัมพูชากลับประเทศ หลังเกิดเหตุปะทะบริเวณชายแดนตั้งแต่ 24 ก.ค. 2568 ทำให้ขาดแคลนแรงงานเก็บลำไยที่ทยอยออกผลในช่วงเดือน ส.ค.-ธ.ค. ผลผลิตลำไยเพิ่มขึ้น 12% ในช่วงเดือน ส.ค.-ธ.ค.2568 ไปอยู่ที่ 288,809 ตัน เนื่องจากอากาศเอื้ออำนวย จึงต้องใช้แรงงานกัมพูชาเพิ่มขึ้นกว่า 4,000 คน ไปอยู่ที่ 37,617 คน ซึ่งปัจจุบันแรงงานกัมพูชาคงเหลือราว 2,000 คน คาดว่าสามารถหาแรงงานทดแทนได้เพียง 30,000 คน แต่จะมีต้นทุนจากแรงงานทดแทนที่เพิ่มขึ้น สร้างความเสียหาย 1,430 ล้านบาท อีกทั้งจะมีผลผลิตเสียหายจากการขาดแคลนแรงงานอีก 5,617 คน ทำให้เสียหาย 1,176 ล้านบาท รวมแล้วจะมีมูลค่าความเสียหายต่อลำไยภาคตะวันออกราว 2,606 ล้านบาท
เผยแพร่เมื่อ 2025 Sep 10
ไทยมีผลผลิตข้าวโพดต่ำกว่าความต้องการราว 3.8 ล้านตันต่อปี ทำให้ต้องนำเข้าเพื่อรองรับความต้องการอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้น โดยในปี 2568 คาดว่าความต้องการอาหารสัตว์ของไก่และหมูจะโต 3.7% ไทยจะได้ประโยชน์จากการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯในราคาเฉลี่ยที่ 254 ดอลลาร์ฯต่อตัน ซึ่งถูกกว่าที่ไทยซื้อจากแหล่งนำเข้าหลักอย่างเมียนมาและสปป.ลาวอยู่ราว 47-118 ดอลลาร์ฯต่อตัน การนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ จะส่งผลบวกต่อผู้ผลิตอาหารสัตว์และผู้เลี้ยงสัตว์ให้มีต้นทุนลดลง แต่จะส่งผลลบต่อผู้ปลูกข้าวโพดจากราคาที่ลดลง อย่างไรก็ดี ไทยไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากการส่งออกเนื้อไก่ที่เลี้ยงด้วยข้าวโพด GMO
เผยแพร่เมื่อ 2025 Aug 14
คณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าเพิ่มรายการ ตัวเงินตัวทอง ให้ผู้ได้รับอนุญาตสามารถเพาะพันธุ์ได้ โดยต้องซื้อพ่อแม่พันธุ์จากกรมอุทยานฯ ในราคาตัวละ 500 บาท เพื่อเปิดช่องทางให้สามารถสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ได้ในอนาคต ทั้งนี้ ตัวเงินตัวทอง มีศักยภาพในด้านเศรษฐกิจได้แก่ ผลิตภัณฑ์หนัง เนื้อเพื่อการบริโภค รวมทั้งพัฒนาต่อยอดเพิ่มมูลค่าในกลุ่มผลิตภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพ โดยในกลุ่มผลิตภัณฑ์หนังที่ในปี 2024 ไทยมีมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์หนังแปรรูปทุกประเภทรวมประมาณ 7,554 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าหนังตัวเงินตัวทองสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าหนังวัว/ควาย โดยมีราคาเฉลี่ยราว 4,200 – 14,000 บาทต่อตารางเมตร นอกจากนี้ ตัวเงินตัวทอง ยังเป็นสัตว์ที่ไม่มีการปล่อยมีเทนจากการย่อยอาหาร แตกต่างจากวัว/ควาย ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงถึง 1.4 – 3.4 ล้านตันต่อตัวต่อปี ซึ่งอาจจะมีส่วนช่วยให้ผลิตภัณฑ์หนังจากตัวเงินตัวทองในอนาคตมีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำลงกว่าผลิตภัณฑ์หนังประเภทอื่นๆ
เผยแพร่เมื่อ 2025 Aug 04
ปัจจัยกดดันราคาในปี 2568 มาจากอากาศเอื้ออำนวย โดยเฉพาะในภาคเหนือที่เป็นแหล่งผลิตหลัก (เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พะเยา) ดันผลผลิตรวมเพิ่มขึ้น 19% สูงกว่าอดีต 1.2 เท่า อีกทั้งผลผลิตต่อไร่ที่เพิ่มขึ้น 17.2% จากเกษตรกรใช้สารกระตุ้นการออกดอกและบำรุงต้นลำไยมากขึ้น รวมไปถึงแรงจูงใจด้านราคาลำไยที่อยู่ในเกณฑ์ดีในปีก่อน โดยในปี 2566-2567 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 28.3 บาทต่อ กก. ผลกระทบจากราคาลำไยที่ลดลงและผลผลิตที่เพิ่มขึ้นในปี 2568 จะกระทบเกษตรกร 0.21 ล้านครัวเรือน ให้มีรายได้ลดลง 23.6% ไปอยู่ที่ 30,343 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอดีตถึง 3,883 ล้านบาท และยังส่งผลต่อการส่งออกให้มีมูลค่าส่งออกลำไยสดของไทยที่โต 4.7% ชะลอลงจากปีก่อนที่โต 20.5% จากแรงฉุดด้านราคา
เผยแพร่เมื่อ 2025 Jul 31
ไทยผลิตข้าวโพดได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศกว่า 3.8 ล้านตัน เนื่องจากพื้นที่ปลูกข้าวโพดของไทยลดลง สาเหตุจากต้นทุนการผลิตสูง อากาศแปรปรวน และเกษตรกรเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นที่ผลตอบแทนสูงกว่า เป็นต้น ทำให้ไทยต้องนำเข้าข้าวโพดเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความต้องการอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้น โดยในปี 2568 คาดว่าความต้องการอาหารสัตว์ของไก่และหมูจะโต 3.7% ไทยนำเข้าข้าวโพดจากเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาเป็นหลักกว่า 88.4% ตามด้วยสปป.ลาว 7.7% และกัมพูชา 1.8% ซึ่งหากไทยนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ จะทำให้ไทยซื้อข้าวโพดได้ในราคาถูกราว 254 ดอลลาร์ฯต่อตัน เทียบกับซื้อจากเมียนมาที่ 372 ดอลลาร์ฯต่อตัน และสปป.ลาวที่ 301 ดอลลาร์ฯต่อตัน ผลกระทบจากการที่ไทยเปิดนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ จะส่งผลบวกต่อผู้ผลิตอาหารสัตว์ให้มีผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการใช้ และมีต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ลดลงจากข้าวโพดราคาถูกของสหรัฐฯ แต่จะส่งผลลบต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดไทย 0.42 ล้านครัวเรือน ให้ต้องเผชิญรายได้ที่ลดลง จากแรงฉุดด้านราคา
เผยแพร่เมื่อ 2025 Jul 29
ไทยนำเข้าถั่วเหลืองมากถึง 99% ขณะที่ไทยผลิตได้เองเพียง 1% เนื่องจากไทยมีพื้นที่ปลูกถั่วเหลืองน้อยมากที่เพียง 0.04% ของพื้นที่ปลูกพืชทั้งประเทศ จากปัจจัยกดดันทั้งการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์คุณภาพ ต้นทุนสูง ผลผลิตต่ำ ผลตอบแทนน้อยกว่าพืชอื่น เป็นต้น ทำให้พื้นที่ปลูกถั่วเหลืองของไทยลดลงเรื่อยๆ จึงทำให้ไทยจำเป็นต้องนำเข้าถั่วเหลืองสูงถึง 3.57 ล้านตัน มากกว่าที่ผลิตได้เองกว่า 182 เท่า ความต้องการถั่วเหลืองของไทยในปี 2568 เพิ่มขึ้น 4.8% โดยเฉพาะเพื่อสกัดน้ำมัน จึงมีความต้องการนำเข้า ซึ่งไทยยังสามารถนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐอเมริกาในสัดส่วนเพิ่มขึ้นได้ แต่ต้องซื้อแพงกว่าจากบราซิลที่เป็นตลาดนำเข้าถั่วเหลืองหลักของไทย ผลบวกจากการที่ไทยเปิดนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐอเมริกา จะทำให้ไทยมีผลผลิตถั่วเหลืองเพียงพอต่อความต้องการในประเทศ ขณะที่ผลลบ จะทำให้ไทยต้องซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐอเมริกาแพงกว่าที่ซื้อจากบราซิลราว 14 ดอลลาร์ฯต่อตัน และจะกระทบเกษตรกร แต่คงในวงจำกัด เพราะมีผู้ปลูกถั่วเหลืองในประเทศเพียง 0.34% ของครัวเรือนผู้ปลูกพืชทั้งประเทศ
เผยแพร่เมื่อ 2025 Jul 25
ราคามังคุดไทยปรับลดต่ำสุดในรอบ 5 ปี 11 เดือน แตะ 10 บาทต่อกก. ในเดือนก.ค. 2568 และทั้งปี 2568 ราคามังคุดคาดว่าจะลดลง 29.1% ไปเฉลี่ยอยู่ที่ 30.4 บาทต่อกก. ปัจจัยกดดันราคาในปี 2568 มาจากอากาศเอื้ออำนวย ดันผลผลิตรวมเพิ่มกว่า 1.42 เท่าจากอดีต โดยเฉพาะจากภาคตะวันออกที่เป็นแหล่งผลิตหลักอย่างจันทบุรี ตราด และระยอง รวมถึงไทยยังมีอุปทานส่วนเกินพุ่งกว่า 13.3 เท่าจากปีก่อน นอกจากนี้ แรงฉุดหลักด้านราคาจะมาจากการส่งออกมังคุดไทยปี 2568 ที่คาดว่าจะมีมูลค่ารวมหดตัว 15.7%YoY มาอยู่ที่ 14,820 ล้านบาท โดยความเสี่ยงมาจากตลาดส่งออกหลักอย่างจีนที่หันไปนำเข้าจากอินโดนีเซียในสัดส่วนมูลค่ามากขึ้น
เผยแพร่เมื่อ 2025 Jul 15
เนื้อหมูและเครื่องใน เป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรอันดับต้นๆที่ถูกนำมาใช้ต่อรองเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ หลังจากสหรัฐฯประกาศภาษีนำเข้าตอบโต้ โดยไทยโดน 36% มีผลบังคับใช้ 1 ส.ค. 2568 หมูสหรัฐฯมีการผลิตในขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพ และมีความสามารถในการแข่งขันสูง ทำให้สหรัฐฯขายหมูได้ในราคาต่ำเฉลี่ย 1.7 ดอลลาร์ฯต่อ กก. ขณะที่ราคาขายหมูไทยสูงเฉลี่ยที่ 2.3 ดอลลาร์ฯต่อ กก. หากไทยเปิดให้หมูสหรัฐฯราคาถูกเข้ามาตีตลาด จะกระทบทั้งห่วงโซ่อุปทานหมูไทย โดยเฉพาะเกษตรกรที่จะถูกบีบให้เลิกกิจการมากขึ้น รวมถึงมูลค่าตลาดเนื้อหมูที่อาจสูญเสียไปราว 112,330 ล้านบาท
เผยแพร่เมื่อ 2025 Jul 11
ราคาสินค้าเกษตรหลักปรับตัวลดลงอย่างชัดเจนจากระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี ขณะที่บางรายการมีราคาต่ำกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ในปี 2025 คาดว่าราคาสินค้าเกษตรจะชะลอตัวต่อเนื่อง แม้ปริมาณผลผลิตจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ดัชนีรายได้เกษตรกรมีแนวโน้มหดตัว ปัจจัยกดดันรายได้เกษตรกร ได้แก่ ราคาสินค้าเกษตรที่ลดลง การแข่งขันในตลาดส่งออกที่รุนแรง ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เเละมาตรฐานสินค้าเกษตรที่เข้มงวด
เผยแพร่เมื่อ 2025 Jul 09
น้ำมันรำข้าว ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไทย และจะเป็นหนึ่งในทางรอดของข้าวไทยได้อย่างยั่งยืน จากแรงกระตุ้นสำคัญที่น้ำมันรำข้าวมีราคาสูงและผันผวนน้อยกว่าราคาข้าว สร้างมูลค่าเพิ่มจากข้าวได้ 3.3 เท่า และยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพที่โดดเด่นกว่าน้ำมันพืชอื่น ในปี 2568 มูลค่าส่งออกน้ำมันรำข้าวไทย คาดว่าจะโต 12.8% ไปอยู่ที่ 73.3 ล้านดอลลาร์ฯ มาจากทั้งปริมาณโต 8.8% และราคาโต 3.6% แรงหนุนมาจากตลาดส่งออกหลักอย่างญี่ปุ่นที่โตสูงกว่า 19.1% ตามการเติบโตของตลาดอาหารเพื่อสุขภาพ แต่ในเกาหลีใต้อาจหดตัว 0.4% จากแรงกดดันของอุปทานน้ำมันถั่วเหลืองและน้ำมันปาล์มที่เพิ่มขึ้น
เผยแพร่เมื่อ 2025 Jul 08
กระแสมัทฉะกำลังมาแรงในไทย คาดปี 2025 ผงมัทฉะจะมียอดนำเข้าแซงใบชาเขียว มัทฉะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าโกจิเบอร์รี่และดาร์กช็อกโกแลตหลายเท่า ตอบโจทย์สุขภาพ ยอดเอ็นเกจเมนต์ในโซเชียลมีเดียของมัทฉะในปี 2025 ทะลุ 5.2 ล้านครั้งในไม่ถึง 2 เดือน สะท้อนกระแสนิยมบนโซเชียล
เผยแพร่เมื่อ 2025 Jul 01
ราคาปาล์มน้ำมันไทยมีทิศทางตามราคาปาล์มน้ำมันโลก โดยในช่วงที่เหลือของปี 2568 คาดว่าจะทรงตัวในระดับต่ำ จากผลผลิตที่ยังทยอยออกสู่ตลาด ทั้งปี 2568 คาดว่า ราคาปาล์มน้ำมันจะลดลง 11.6% ไปอยู่ที่ 5.2 บาทต่อ กก. ราคาปาล์มน้ำมันที่ลดลงและผลผลิตที่เพิ่มขึ้น สงผลต่อเกษตรกร ลานเทปาล์มน้ำมัน โรงกลั่นน้ำมันปาล์มดิบ และโรงกลั่นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์
เผยแพร่เมื่อ 2025 Jun 30
ปริมาณการผลิตเนื้อไก่ของไทยปี 2568 คาดอยู่ที่ 3.44 ล้านตัน ขยายตัว 1.3% จากปีก่อน สอดคล้องไปกับปริมาณการบริโภคในประเทศที่คาดว่าจะกลับมาขยายตัว 0.7% โดยมีปัจจัยหนุนมาจากราคาเนื้อสุกรที่เป็นสินค้าทดแทนปรับเพิ่มขึ้น รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับโรคระบาดในวัว มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่ของไทยปี 2568 คาดจะอยู่ที่ 4,445 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โต 3.0% ชะลอลงจากปีก่อนที่ 5.7% จากความต้องการในประเทศคู่ค้าหลักอย่างญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และจีนที่โตช้าลง ตามภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงยังต้องแข่งขันด้านราคาเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด
เผยแพร่เมื่อ 2025 Jun 27
ตลาดสมุนไพรในไทย คาดจะโต 58% ภายใน 3 ปี (2024-2027) จากเทรนด์สุขภาพและการผลักดันของรัฐ โดยมีปัจจัยหนุน ได้แก่ รัฐส่งเสริมให้ขยายพื้นที่เพาะปลูกสมุนไพรจาก 18,000 ไร่ เป็น 1,059,818 ไร่ ณ ปี 2565 และ 70% ของผู้บริโภคทั่วโลกต้องการอาหารเสริมที่เน้นสารสกัดจากธรรมชาติ คาดในปี 2025 การส่งออกพืชและสารสกัดสมุนไพรไทยจะโต 18% มูลค่าแตะ 35.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
เผยแพร่เมื่อ 2025 Jun 23
ในปี 2568 การส่งออกข้าวไทยลดลงแรงในรอบ 4 ปี โดยคาดว่าจะมีมูลค่าหดตัวถึง 41.6% เป็นผลมาจากทั้งราคาที่ลดลงกว่า 25% และปริมาณที่ลดลง 22.2% ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่การส่งออกข้าวไทยต้องเผชิญในปี 2568 จะเป็นด้านราคาที่ปรับลดลงแรง ซึ่งเป็นไปตามตลาดโลก จากหลายปัจจัยกดดันในฝั่งอุปทานเป็นหลัก ราคาส่งออกข้าวขาวไทยที่ลดลงแรงในปีนี้ จะทำให้การส่งออกข้าวขาวไทยมีมูลค่าที่หดตัวลึกถึง 59.4% ซึ่งจะเป็นตัวฉุดสำคัญต่อภาพรวมส่งออกข้าวไทย
เผยแพร่เมื่อ 2025 Jun 06
ในปี 2568 ปริมาณผลผลิตผลไม้เศรษฐกิจหลักของไทย คาดว่าจะเพิ่มขึ้นกว่า 21.8% ไปอยู่ที่ 3.66 ล้านตัน ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตกว่า 1.2 เท่า โดยมีแรงหนุนหลักจากปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น 6.1% ยอดขายผลไม้เศรษฐกิจหลักของไทยในปี 2568 คาดว่าจะลดลง 4.8% จากแรงฉุดด้านราคาเป็นหลัก โดยแบ่งเป็นยอดขายจากการส่งออกลดลง 6% และยอดขายในประเทศเพิ่มขึ้นไม่มากราว 0.3% ยอดขายจากการส่งออกจะเป็นปัจจัยฉุดสำคัญต่อยอดขายรวม เนื่องจากไทยพึ่งพาตลาดจีนในสัดส่วนสูง ทำให้ต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงจากคู่แข่งในจีน และมาตรฐานด้านสารปนเปื้อนในผลไม้ของจีนที่เข้มงวดขึ้น
เผยแพร่เมื่อ 2025 May 22
ในปี 2568 ยอดขายปุ๋ยเคมีของไทย คาดว่าจะอยู่ที่ 94,602 ล้านบาท หรือโต 2% ชะลอลงจากปี 2567 ที่โต 7.7% เนื่องจากเผชิญปัจจัยบวกที่แผ่วลงจากปี 2567 ตามความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีที่โตชะลอ และราคาขายปุ๋ยเคมีในประเทศที่ปรับลดลง ราคาขายปุ๋ยเคมีไทยในปี 2568 คาดลดลง 3.4% จะช่วยหนุนความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีไทยโต 5.7% ไปอยู่ที่ 4.7 ล้านตัน ตามการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจหลักจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยมากขึ้น อย่างไรก็ดี คงได้รับแรงกดดันบางส่วนจากราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ที่ปรับลดลง ทำให้ความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีจะเติบโตชะลอลง
เผยแพร่เมื่อ 2025 May 08
กลางเดือนพฤษภาคม 2568 ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ ซึ่งตรงกับช่วงเริ่มต้นฤดูปลูกข้าวนาปี โดยมีการคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยจะสูงสุดในรอบ 12 ปีที่ 1,640 มิลลิเมตร มากกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวและช่วง 5 ปีย้อนหลัง ส่งผลให้ผลผลิตข้าวนาปีพุ่งแตะ 27.2 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม ราคาข้าวเฉลี่ยกลับลดลง 14.6% เหลือเพียง 10,700 บาทต่อตัน ทำให้รายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวหดตัว -13.8% เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี กระทบครัวเรือนเกษตรกรกว่า 4.61 ล้านครัวเรือน โดยเฉพาะในภาคอีสานซึ่งเป็นพื้นที่ผลิตหลัก รองลงมาคือภาคเหนือและภาคกลาง
เผยแพร่เมื่อ 2025 May 06
หากประเทศไทยเปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ จะเกิดแรงกระเพื่อมต่ออุตสาหกรรมหมูในประเทศอย่างชัดเจน โดยฟาร์มหมูไทยที่มีขนาดเล็กและต้นทุนการผลิตสูงจากการนำเข้าอาหารสัตว์ อาจเสียเปรียบต่อฟาร์มขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ที่ใช้ข้าวโพดและถั่วเหลืองราคาถูกเป็นอาหารเลี้ยงหมู ส่งผลให้ต้นทุนต่ำและสามารถส่งออกได้มากกว่าไทยหลายเท่า การนำเข้าหมูจากสหรัฐฯ จะทำให้ราคาหมูในประเทศลดลง ผู้บริโภคได้ประโยชน์จากราคาที่ถูกลง แต่เกษตรกรไทยจะเผชิญความเสี่ยงจากการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม
เผยแพร่เมื่อ 2025 Apr 22
ในเดือนเมษายน 2568 ราคาหมูในประเทศไทยพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 2 ปี โดยราคาหมูหน้าฟาร์มเพิ่มขึ้น 14.1% เป็น 75 บาท/กก. หมูเนื้อแดงเพิ่มขึ้น 15.0% เป็น 147 บาท/กก. และหมูสามชั้นเพิ่มขึ้น 7.2% เป็น 203 บาท/กก. สาเหตุหลักมาจากผลผลิตหมูลดลง 2.2% จากสภาพอากาศร้อน ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น เช่น รำสดเพิ่มขึ้น 2.3% และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น 3.1% การปรับขึ้นราคานี้ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุตสาหกรรมหมู ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตเนื้อหมูแปรรูป ไปจนถึงร้านอาหารและผู้บริโภค
เผยแพร่เมื่อ 2025 Apr 18
การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ อาจส่งผลต่อโครงสร้างการนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรของไทยในหลายมิติ โดยหากไทยต้องนำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น อาจต้องทดแทนแหล่งเดิมอย่างบราซิลที่มีราคาสูงกว่า ขณะที่การเปิดตลาดเนื้อหมูให้นำเข้าจากสหรัฐฯ ซึ่งมีปริมาณการผลิตมากกว่าไทยถึง 8 เท่า อาจกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศ ส่วนการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปจีน เช่น ผลไม้ ยาง น้ำตาล และไก่ ก็กำลังเผชิญแรงกดดันจากคำสั่งซื้อที่ชะลอตัว ทำให้ผู้ส่งออกไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดในภูมิภาค
เผยแพร่เมื่อ 2025 Apr 11
ในปี 2568 ราคาคาคาโก้และกาแฟในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาคาคาโก้เพิ่มขึ้นถึง 32% ขณะที่กาแฟเพิ่มขึ้น 4% และช็อกโกแลต 13% จากช่วงต้นปีถึงสิ้นเดือนสิงหาคม ปัจจัยหลักมาจากสภาพอากาศที่แปรปรวนในแอฟริกาตะวันตกและลาตินอเมริกา รวมถึงผลกระทบจากเอลนีโญ ส่งผลให้ดัชนีราคาผู้บริโภคในหมวดเครื่องดื่มในไทยปรับขึ้นเช่นกัน โดยคาคาโก้เพิ่ม 2.6%, กาแฟ 1.2%, ช็อกโกแลต 2.5%, ชา 0.6% และนม 0.4% แม้ว่าราคาสินค้าเหล่านี้อาจช่วยลดแรงกดดันต่อธุรกิจเครื่องดื่มในช่วงครึ่งปีหลัง แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม เช่น ความผันผวนของค่าเงินและกำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางราคาต่อไป
เผยแพร่เมื่อ 2025 Mar 27
ในปี 2568 คาดว่า อุปทานเนื้อสุกรลดลง 2.4% ตามจำนวนสุกรเลี้ยงที่ลดลง เนื่องจากมาตรการปรับลดจำนวนแม่พันธุ์สุกรและผลกระทบโรคระบาด แม้ว่าราคาอาหารสัตว์จะมีแนวโน้มลดลง อาทิเช่น ปลายข้าว กากถั่วเหลือง และปลาป่น โดยอุปทานเนื้อสุกรจะมาจากผู้ผลิตสุกรรายกลาง-ใหญ่เป็นสำคัญ ในขณะที่ผู้ผลิตสุกรรายย่อยจะลดบทบาทลง อุปสงค์เนื้อสุกรปี 2568 คาดว่าลดลง 1.7% ตามราคาเนื้อสุกรที่เพิ่มขึ้นเป็นหลัก จะกดดันความต้องการของผู้บริโภคไทย ในขณะที่ผู้บริโภคที่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่ายังเติบโตได้ ทำให้ภาพรวมการบริโภคเนื้อสุกรในประเทศลดลงไม่มากนัก
เผยแพร่เมื่อ 2025 Mar 19
ราคากาแฟในตลาดโลกพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2024 ส่งผลให้การส่งออกกาแฟจากไทยได้รับแรงหนุนอย่างชัดเจน โดยไทยส่งออกกาแฟได้ประมาณ 4,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 120 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 33.5 ล้านบาทในปี 2020 ซึ่งเท่ากับการเติบโตถึง 258% ในช่วงเวลา 4 ปีแม้ปริมาณการส่งออกของไทยจะยังห่างไกลจากเวียดนาม ซึ่งส่งออกมากถึง 1.8 ล้านตัน มูลค่ารวมกว่า 120,000 ล้านบาทในปีเดียวกัน แต่ไทยก็มีอัตราการเติบโตที่โดดเด่น และยังคงมีบทบาทในตลาดกาแฟระดับภูมิภาคราคากาแฟโลกมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2019 จนถึงจุดสูงสุดในปี 2024 สะท้อนถึงแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตและความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ไทยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพเมล็ดกาแฟ การสร้างแบรนด์ และการผลิตที่ยั่งยืน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดส่งออกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เผยแพร่เมื่อ 2025 Mar 14
แม้ว่าราคามะม่วงในฤดูกาลข้าวเหนียวมะม่วงปี 2568 ปรับลดลงจากปีก่อนหน้า -8.5% เพราะสภาพอากาศเอื้ออำนวย ทำให้ผลผลิตมะม่วงเพิ่มขึ้น 9% แต่ราคาข้าวเหนียวมะม่วงยังแพง เพราะราคาวัตถุดิบอย่างอื่นปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะเนื้อมะพร้าวขาว ที่นำไปทำน้ำกะทิ ราคาปรับเพิ่มถึง 71.4% ประกอบกับต้นทุนแฝงอย่างอื่นที่ยังทรงตัวสูง ทำให้ผู้บริโภคต้องซื้อข้าวเหนียวมะม่วงในราคาเท่ากับหรือมากกว่า 138 บาทต่อกล่อง
กระแสรักษ์โลก เกณฑ์การค้าด้านสิ่งแวดล้อมโลกที่เข้มข้น และเทรนด์ผู้บริโภคสีเขียว เร่งให้ไทยต้องปรับตัวสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะการผลิตข้าวที่ปล่อยก๊าซมีเทนสูง ศักยภาพการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำของไทยอยู่ที่ 4 ล้านตัน ขณะที่เวียดนามอยู่ที่ 6.3 ล้านตัน หรือแซงไทยไปราว 1.6 เท่า หากสหภาพยุโรปมีการบังคับใช้เกณฑ์การค้าข้าวคาร์บอนต่ำ ไทยจะสามารถส่งออกข้าวคาร์บอนต่ำไปได้จากผลผลิตที่มีเพียงพอ และคงช่วยประคองปริมาณส่งออกไว้ได้
เผยแพร่เมื่อ 2025 Feb 07
ปี 2567 คาดว่า อุปทานเนื้อสุกรเพิ่มขึ้น 4.7%YoY ตามจำนวนสุกรเลี้ยงที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนหลักอย่างราคาอาหารสัตว์ปรับลดลง ทั้งรำสด ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง และปลาป่น โดยอุปทานเนื้อสุกรจะมาจากผู้ผลิตสุกรรายกลาง-ใหญ่เป็นสำคัญ ขณะที่ผู้ผลิตสุกรรายย่อยจะลดบทบาทลง อุปสงค์เนื้อสุกรปี 2567 คาดว่า ขยายตัวได้ราว 2.5%YoY ตามราคาเนื้อสุกรที่ปรับลดลงเป็นหลัก ซึ่งช่วยหนุนความต้องการของผู้บริโภคไทย นอกจากนี้ การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มการบริโภคเนื้อสุกรในประเทศ
เผยแพร่เมื่อ 2024 Sep 25
มูลค่าตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในประเทศปี 2567 คาดโต 15.8% จากปีก่อน จากปริมาณความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนสัตว์เลี้ยง โดยพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเติบโตคือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล เนื่องจากมีจำนวนสัตว์เลี้ยงมากที่สุดและผู้เลี้ยงมีกำลังซื้อ มูลค่าการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยปี 2567 คาดโต 19.5% จากปีก่อนที่หดตัว 15.0% จากความต้องการของคู่ค้าหลักที่ทยอยฟื้นตัวจากฐานที่ต่ำ อาทิ สหรัฐฯ อิตาลี ญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันกว่า 50% รวมถึงการส่งออกไปยังตลาดรองที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะอังกฤษและนิวซีแลนด์
เผยแพร่เมื่อ 2024 Sep 19
การใช้งานเว็บไซต์ต่อถือว่าคุณยอมรับนโยบายคุกกี้ของเรา
คุณสามารถเลือกประเภทของคุกกี้ที่ต้องการให้เราใช้ได้