การปิดด่านมีผลกระทบต่อการค้าไทย-เมียนมาอย่างมาก เพราะ 82.5% ของการค้าระหว่างไทย-และเมียนมาเกิดขึ้นที่ชายแดน อีกทั้ง แม่สอดคือด่านส่งออกที่สำคัญที่สุดของไทยไปเมียนมาคิดเป็นสัดส่วน 58.1% ของมูลค่าส่งออกชายแดนไทย-เมียนมา ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า หากปิดด่านแม่สอด-เมียวดี ไทยจะสูญเสียรายได้จากการส่งออก 5,600 ล้านบาทต่อเดือน หรือคิดเป็นราว 4.8% ของการส่งออกชายแดนไทย-เมียนมา แต่หากสถานการณ์ขยายไปยังด่านชายแดนอื่น ๆ ทั้งหมด ผลกระทบจะเพิ่มขึ้นเป็น 9,700 ล้านบาทต่อเดือน หรือคิดเป็นราว 8.2% ของการส่งออกชายแดนไทย-เมียนมา ในระยะต่อไป เหตุการณ์นี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแนวโน้มการค้าชายแดนไทย-เมียนมา เพราะสะท้อนถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ให้น้ำหนักกับเส้นทางการค้าหลักเพียงจุดเดียว
เผยแพร่เมื่อ 2025 Aug 27
เศรษฐกิจอาเซียนยังเสี่ยงชะลอตัว แม้อัตราภาษีที่ปรับใหม่จะถูกเก็บใกล้เคียงกันทำให้การแข่งขันด้านราคาในการทำตลาดสหรัฐฯ ลดลง แต่การส่งออกยังมีแนวโน้มชะลอและส่งผลต่อเศรษฐกิจเวียดนามและกัมพูชาค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นประเทศที่พึ่งพารายได้จากการส่งออกไปสหรัฐฯ ถึง 20% ต่อ GDP ในบรรดาอาเซียนมีเพียงไทยและอินโดนีเซียที่เปิดเผยรายละเอียดดีลการค้า 1) นำเข้าสินค้าสินค้าสหรัฐฯ ด้วยอัตราภาษี 0% 2) เพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตร พลังงานและเครื่องบินของสหรัฐฯ 3) ลดอุปสรรคทางการค้าให้สหรัฐฯ 4) สหรัฐฯ ปรับ Reciprocal tariffs เป็น 19% และเก็บภาษีสินค้า Transshipment ในอัตรา 40% การแข่งขันในอาเซียนสูงขึ้นจากการเข้ามาของสหรัฐฯ จากเดิมที่ต้องแข่งกับสินค้าจีนที่ทะลักเข้ามาตั้งแต่สงครามการค้ารอบแรก และสินค้าไทยที่ส่งไปอาเซียนต้องแข่งขันทั้งกับสินค้าสหรัฐฯ และจีนสูงขึ้นอีก
เผยแพร่เมื่อ 2025 Aug 15
ในปี 2024 ไทยส่งออกเครื่องสุขภัณฑ์ไปยังสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ไทยอาจเสียเปรียบเม็กซิโกในการส่งออกโถสุขภัณฑ์และอ่างล้างหน้าไปยังสหรัฐฯ แต่ยังคงได้เปรียบจีน และอาจเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นกับเวียดนาม ในการส่งออกโถสุขภัณฑ์ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 คาดว่าส่งออกโถสุขภัณฑ์ของไทยไปสหรัฐฯ จะขยาย 3% ขณะที่การส่งออกอ่างล้างหน้าจะหดตัว 40%
เผยแพร่เมื่อ 2025 Aug 13
ภายใต้ทรัมป์ 2.0 ภาษีนำเข้าที่ประกาศหลักๆ ภายใต้กฎหมาย IEEPA โดยอ้างเหตุผล Fentanyl/Border Security และ reciprocal tariffs และภาษีที่เก็บรายอุตสาหกรรมทั่วโลก ตามมาตรา 232 Trade Expansion Act of 1962 วิธีการจัดเก็บภาษีภายใต้กฎหมาย IEEPA และมาตรา 232 มีการเลี่ยงความซ้ำซ้อน โดยเรียงตามลำดับ Priority (ข้อใดข้อหนึ่ง) 1. Section 232: รถยนต์ และชิ้นส่วน /หรือ 2. Section 232: เหล็ก/ อะลูมิเนียม /หรือ 3. IEEPA: จีน, Canada, Mexico, Reciprocal tariffs ดังนั้น สินค้าส่งออกไทยไปสหรัฐฯ 15 รายการแรก เกือบครึ่งไม่โดนภาษี reciprocal tariff เช่น ชิ้นส่วนโทรศัพท์ HDD ยางล้อ
เผยแพร่เมื่อ 2025 Jul 18
Trump 2.0 ทำให้ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ เพิ่มสูง ประกอบด้วยภาษี MFN ที่มีอยู่เดิม และมาตรการกีดกันทางการค้า เช่น มาตรา 232 มาตรการ AD/CVD โดยเฉพาะ Reciprocal Tariffs ที่ไทยถูกเก็บ 36% ผู้ส่งออกที่มีตลาดหลักเป็นสหรัฐฯ ต้องบริหารต้นทุนและแข่งขับกับประเทศในอาเซียนที่ผลิตสินค้าได้ใกล้เคียงกับไทย และมี Reciprocal Tariffs ในอัตราต่ำกว่า อาทิ มาเลเซียและเวียดนาม ตลาดสำคัญอื่นเก็บภาษีนำเข้าสินค้าไทยต่ำกว่าช่วยกระจายความเสี่ยงให้สินค้าไทยได้ โดยเฉพาะจีน ญี่ปุ่น และอินเดีย ที่ได้อานิสงส์จาก FTA แม้ EU ไทยจะไม่มี FTA ก็ภาษีต่ำกว่าสหรัฐฯ
เผยแพร่เมื่อ 2025 Jul 17
ผู้นำจีนและรัสเซียไม่เข้าร่วมประชุมสะท้อนปัญหาเอกภาพภายใน BRICS สหรัฐฯ ประกาศจะขึ้นภาษี 10% กับสมาชิกเต็มของ BRICS ที่หนุนแผนลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ฯ ซึ่งถือเป็นการต่อต้านสหรัฐฯ ประชุม BRICS ครั้งนี้ไม่มีการรับสมาชิกใหม่ ซึ่งการรับสมาชิกใหม่อาจมีขึ้นในการประชุมที่อินเดียในปี 2026
เผยแพร่เมื่อ 2025 Jul 09
อัตราภาษีดังกล่าวอาจมีการปรับเปลี่ยนตามการเจรจาหลังจากนี้ โดยเบื้องต้นปรับภาษี 14 ประเทศ เริ่มมีผลบังคับใช้ 1 ส.ค. 2025 (เลื่อนจาก 9 ก.ค.) สินค้าที่ถูกเก็บภาษีตามมาตรา 232 (Sectoral tariff) เช่น เหล็ก/อลูมิเนียม รถยนต์/ชิ้นส่วน จะถูกเก็บในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 232 โดยไม่ถูกเก็บ Reciprocal Tariffs USMCA ได้รับการยกเว้นตามข้อกำหนดแหล่งกำเนิดสินค้า (Rule of Origins: ROOs) สินค้าจากเม็กซิโกและแคนาดาที่ไม่เป็นไปตาม ROOs จะโดนเก็บภาษี 25% ตามประกาศที่ได้ออกไปก่อนหน้า
เผยแพร่เมื่อ 2025 Jul 08
ขณะที่การส่งออกไป ASEAN เติบโตชะลอลงอยู่ที่ 14.8%YoY จาก 20.8%YoY ในเดือน เม.ย.68 ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกจีนเดือนพ.ค 68 เติบโตชะลอลงอยู่ที่ 4.8%YoY แม้ตลาด ASEAN จะเข้ามาช่วยรองรับการหดตัวของการส่งออกจากจีนไปสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าขั้นกลาง แต่ระยะต่อไปการส่งออกจากจีนไป ASEAN มีแนวโน้มเติบโตชะลอลง แม้สงครามการค้าจะดูมีทิศทางบรรเทาลงกว่าในช่วงต้นปี แต่อัตราภาษีคาดยังอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนทรัมป์จะเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี การส่งออกจีนปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากปีก่อน
เผยแพร่เมื่อ 2025 Jun 09
ในรายงานล่าสุดของสหรัฐฯ ได้เพิ่มไอร์แลนด์และสวิตเซอร์แลนด์เข้าสู่รายชื่อประเทศที่ต้องจับตา (Monitoring List) เนื่องจากเข้าเงื่อนไข 2 ใน 3 ข้อ ได้แก่ การเกินดุลการค้าและการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด โดยรายชื่อดังกล่าวยังคงรวมประเทศสำคัญอย่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และเยอรมนี ขณะที่ประเทศไทยไม่อยู่ในรายงานรอบนี้ สะท้อนถึงสถานะการค้าระหว่างประเทศที่ยังไม่เข้าเกณฑ์การตรวจสอบของสหรัฐฯ ในช่วงเวลานี้
เผยแพร่เมื่อ 2025 Jun 06
สหรัฐฯ กำลังเผชิญความไม่แน่นอนด้านนโยบายภาษีศุลกากร หลังศาลการค้าระหว่างประเทศมีคำสั่งระงับการจัดเก็บภาษีตามนโยบายทรัมป์เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 โดยศาลฎีกาส่งสัญญาณเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมว่าอาจพิจารณายกเลิกภาษีหากพบว่าขัดต่อกฎหมาย ขณะเดียวกัน วันที่ 12 สิงหาคมเป็นกำหนดครบเวลาการชะลอภาษี Reciprocal Tariff กับจีน ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการค้าระหว่างประเทศในระยะถัดไป แม้คำสั่งศาลจะมีผลชัดเจน แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายอื่น เช่น IEEPA และ Section 301 เพื่อดำเนินมาตรการภาษีต่อได้ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าความไม่แน่นอนยังคงอยู่
เผยแพร่เมื่อ 2025 May 30
สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปกำลังเผชิญความตึงเครียดทางการค้า โดย EU เตรียมขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ เป็น 50% ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2025 หลังจากเปิดทางเจรจาเลื่อนจากกำหนดเดิมวันที่ 1 มิถุนายน ขณะที่สหรัฐฯ เรียกร้องให้ EU ลดภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีบริการดิจิทัล ส่วน EU เสนอให้สหรัฐฯ ขยายการนำเข้าพลังงานและความร่วมมือด้าน 5G/6G ปัจจุบันสหรัฐฯ เก็บภาษี EU 25% สำหรับสินค้ายุทธศาสตร์ และ 10% สำหรับสินค้าขนาดใหญ่ ซึ่งจะเพิ่มเป็น 50% ในเดือนกรกฎาคม ด้าน EU ตอบโต้ด้วยภาษี 25% มูลค่า 21 พันล้านยูโร และเตรียมเก็บเพิ่มอีก 95 พันล้านยูโร โดยสหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับ EU สูงถึง 2.5 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง
เผยแพร่เมื่อ 2025 May 26
ระหว่างวันที่ 13–16 พฤษภาคม 2025 ทรัมป์เดินทางเยือนตะวันออกกลาง ครอบคลุมสามประเทศหลัก ได้แก่ กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) โดยมีการลงนามข้อตกลงการค้าและการลงทุนรวมมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ครอบคลุมการซื้อเครื่องบินจาก Boeing และ GE Aerospace, ความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI), การลงทุนในศูนย์ข้อมูลและพลังงาน รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ นอกจากนี้ยังมีความเคลื่อนไหวทางการทูตสำคัญ เช่น การเจรจากับซีเรียเป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปี และความพยายามเจรจาด้านนิวเคลียร์กับอิหร่านที่ยังไม่บรรลุผล
เผยแพร่เมื่อ 2025 May 21
ข้อตกลง Economic Prosperity Deal (EPD) ระหว่างสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรในปี 2025 มุ่งเน้นการขยายการค้าและการลงทุนแบบตอบแทน ลดภาษีศุลกากรและอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีเพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระยะยาว โดยสหรัฐฯ ยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจาก UK เช่น เนื้อวัวและเครื่องยนต์เครื่องบิน ส่วน UK ลดภาษีสินค้าจากสหรัฐฯ เช่น ยา น้ำมันดิบ และทองคำ เหลือ 0% หลังวันที่ 8 พฤษภาคม 2025 การแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างสองประเทศมีมูลค่าสูงและครอบคลุมอุตสาหกรรมสำคัญหลายด้าน ซึ่งอาจส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจของประเทศที่สามอย่างไทยด้วย
เผยแพร่เมื่อ 2025 May 20
ในช่วงต้นปี 2025 สหรัฐฯ และจีนเริ่มต้นการเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดทางการค้า โดยตกลงหยุดการเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) เป็นเวลา 90 วัน พร้อมพิจารณาลดอัตราภาษีที่ทั้งสองฝ่ายเก็บกัน ซึ่งก่อนหน้านั้นสหรัฐฯ ได้ปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากจีนอย่างต่อเนื่องภายใต้นโยบาย “ทรัมป์ 2.0” โดยมีอัตราสูงสุดถึง 125% ขณะที่จีนตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ ในระดับที่ใกล้เคียงกัน การเจรจาครั้งนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจนำไปสู่การคลี่คลายสงครามการค้าและลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
เผยแพร่เมื่อ 2025 May 14
ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนบรรเทาลง หลังในวันที่ 12 พ.ค. 2568 สหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อตกลงทางการค้าเบื้องต้นที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยสหรัฐฯ จะปรับลดภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariffs) กับสินค้านำเข้าจากจีนเป็นระยะเวลา 90 วัน ลดลงมาอยู่ที่ 10% จากเดิมที่ 125% ขณะที่ฝั่งจีนได้ปรับลดภาษีตอบโต้กับสหรัฐฯ ลงมาอยู่ที่ 10% และจะยกเลิกมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff barriers) ที่ประกาศหลัง 2 เม.ย.2568 การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีนในครั้งนี้ ถือเป็นการบรรลุข้อตกลงที่สามารถปรับลดภาษีได้มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ซึ่งคาดว่าการส่งออกจากจีนไปสหรัฐฯ จะกลับมาเร่งตัวขึ้นชั่วคราว การปรับลดภาษีของสหรัฐฯ ครั้งนี้คาดว่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะสั้นทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค ขณะที่ในระยะกลางถึงยาวอัตราภาษีที่อยู่ในระดับสูงจะยังส่งผลให้การค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีแนวโน้มปรับลดลง
เผยแพร่เมื่อ 2025 May 13
การค้าผ่านแดนไปจีนมีมูลค่า 5.21 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 47.8%YoY ในช่วงไตรมาส 1/2568 สะท้อนศักยภาพเส้นทางขนส่งผ่านแดนในการทำตลาดจีน แรงหนุนจากดีมานด์ตลาดจีนตอนใต้ในกลุ่มสินค้าศักยภาพของไทยทั้ง HDDs ยางพารา และผลไม้สดจำพวกทุเรียน มังคุด ลำไย บวกกับความสะดวกรวดเร็วในการขนส่งและเส้นทางรถไฟจีน-สปป.ลาว หนุนให้การขนส่งผ่านแดนไปจีนมีความสำคัญมากขึ้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แนวโน้มการส่งออกผ่านแดนไทยไปจีนจะยิ่งเร่งตัวขึ้นอีกในไตรมาส 2/2568 เนื่องจากเป็นช่วงที่ผลผลิตผลไม้เมืองร้อนที่เป็นสินค้าส่งออกสำคัญทยอยออกสู่ตลาด และสินค้าอื่นๆของไทยยังตอบโจทย์ดีมานด์ฝั่งจีน ส่งผลบวกต่อเนื่องทำให้การค้าผ่านแดนไปจีนทั้งปี 2568 มีมูลค่าเพิ่มขึ้นคาดว่าขยายตัวไม่ต่ำกว่า 7% มูลค่าส่งออกราว 2.6 แสนล้านบาท คงความเป็นตลาดส่งออกผ่านแดนอันดับ 1 ของไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 3
เผยแพร่เมื่อ 2025 May 09
กลางปี 2568 สหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการขั้นสุดท้ายในการเรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) และการอุดหนุน (CVD) กับแผงโซลาร์เซลล์จาก 4 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม ไทย มาเลเซีย และกัมพูชา โดยมีอัตราภาษีรวมสูงสุดกว่า 3,500% ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น Trina Solar จากไทยที่ถูกเรียกเก็บ AD 111.45% และ CVD 263.74% ขณะที่เวียดนามมีมูลค่าการส่งออกสูงสุดที่ 4.6 พันล้านดอลลาร์ ตามด้วยไทย 3.1 พันล้านดอลลาร์ การตัดสินครั้งนี้เกิดหลังจากการหลีกเลี่ยงภาษีแบบชั่วคราวในปี 2024 และการยื่นคำร้องจากผู้ผลิตสหรัฐฯ โดยมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในเดือนมิถุนายน 2568 สะท้อนถึงความเข้มงวดทางการค้าของสหรัฐฯ และผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดในภูมิภาค
เผยแพร่เมื่อ 2025 Apr 25
ภายใต้การบริหารของ Trump 2.0 สหรัฐฯ ได้ปรับเพิ่มภาษีนำเข้าจากจีนอย่างต่อเนื่องจนรวมสูงถึง 125% โดยมีการออกคำสั่งพิเศษ (Executive Order) เพื่อเก็บภาษีสินค้าขนาดเล็กเพิ่มอีก 3 เท่า ส่งผลให้การส่งออกจากจีนไปสหรัฐฯ คาดว่าจะลดลงอย่างน้อยหนึ่งในสาม โดยเฉพาะสินค้าหลักอย่างโทรศัพท์มือถือและเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งอาจกระทบต่อ GDP ของจีนไม่ต่ำกว่า 1.0% ทั้งนี้ สหรัฐฯ ถือเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของจีนที่มีสัดส่วนถึง 15% ตามด้วยฮ่องกง เวียดนาม ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ขณะที่การปรับภาษีในปี 2568 มีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง ได้แก่ 10%, 34%, 50% และล่าสุด 104% สะท้อนแรงกดดันทางการค้าระหว่างสองประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้น
เผยแพร่เมื่อ 2025 Apr 09
ในวันที่ 12 มีนาคม 2025 สหรัฐฯ เริ่มใช้มาตรา 232 เพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมในอัตรา 25% โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งส่งผลให้หลายประเทศตอบโต้ด้วยมาตรการภาษีของตนเอง เช่น: จีน: เก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ 128 รายการ รวมถึงเนื้อหมูและผลไม้ แคนาดา: ตอบโต้ด้วยภาษีเหล็ก อลูมิเนียม และสินค้าหลากหลาย เม็กซิโก: เก็บภาษีเนื้อหมูและสินค้าอื่นจากสหรัฐฯ สหภาพยุโรป: ตอบโต้ด้วยภาษีมอเตอร์ไซค์ ยีนส์ และเบอร์เบิน สำหรับไทยและอาเซียน ภูมิภาคนี้ติดอันดับ Top 10 แหล่งนำเข้าเหล็กของสหรัฐฯ ทำให้มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้ ทั้งทางตรง (ต้นทุนส่งออกที่สูงขึ้น) และทางอ้อม (การเปลี่ยนแปลงในห่วงโซ่อุปทานโลก) มาตรา 232 เปิดช่องให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้อำนาจเก็บภาษีเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ซึ่งในกรณีนี้คือเหล็กและอลูมิเนียม โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการผลิตภายในประเทศและลดการพึ่งพาการนำเข้า
เผยแพร่เมื่อ 2025 Mar 25
โดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มเดินหน้ามาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ โดยเป้าหมายกลุ่มแรกอยู่ที่ แคนาดา เม็กซิโก และจีน ซึ่งการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ในรอบนี้เป็นเครื่องมือที่มีขอบเขตมากกว่าการค้า โดยใช้ต่อรองประเทศคู่ค้าให้ยอมเจรจาตามเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ มากขึ้น สหภาพยุโรป เวียดนาม รวมถึงไทย มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกใช้เครื่องมือภาษีนำเข้าเพื่อต่อรองผลประโยชน์กับสหรัฐฯ ในลำดับถัดไป ซึ่งดูจากยอดมูลค่าการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ และสัดส่วนการพึ่งพิงตลาดส่งออกสหรัฐฯ เทียบกับ Nominal GDP สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทย ไทยมีแนวโน้มเผชิญผลกระทบโดยตรงจากการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ที่ลดลง และผลกระทบทางอ้อมจากการส่งออกไปตลาดโลกได้น้อยลงจากการแข่งขันกับสินค้าจีนในตลาดโลกที่รุนแรงขึ้น รวมถึงการส่งออกไทยไปจีนที่คาดว่าจะลดลงในกลุ่มที่มีความเกี่ยวเนื่องกับห่วงโซ่อุปทานการผลิตของจีน ซี่งสินค้าที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากสุด ได้แก่ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ยาง เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น
เผยแพร่เมื่อ 2025 Feb 04
การใช้งานเว็บไซต์ต่อถือว่าคุณยอมรับนโยบายคุกกี้ของเรา
คุณสามารถเลือกประเภทของคุกกี้ที่ต้องการให้เราใช้ได้