Narrative Banner

ประชุม FOMC วันที่ 18-19 มี.ค. คาดเฟดคงดอกเบี้ย แต่จะปรับลดอีกอย่างน้อย 2 ครั้ง ในช่วงที่เหลือของปี จากความเสี่ยงเศรษฐกิจที่สูงขึ้น

ลลิตา เธียรประสิทธิ์

  • ​ในการประชุม FOMC วันที่ 18-19 มี.ค. นี้ คาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยที่ระดับ 4.25-4.50% เนื่องจากเฟดคงรอดูแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า ขณะที่ตัวเลขล่าสุด เงินเฟ้อยังอยู่สูงกว่าเป้าหมายของเฟด และตลาดแรงงานยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากแนวโน้มเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 2 ครั้งในปีนี้ โดยจังหวะการปรับลดคงขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่ออกมา ประกอบกับอาจมีการส่งสัญญาณชะลอการทำ Quantitative Tightening (QT) ลง
  • ทิศทางนโยบายการเงินในระยะข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอนสูงจากมาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และมาตรการตอบโต้จากประเทศอื่นๆ ที่รุนแรงขึ้น 

ในการประชุม FOMC วันที่ 18-19 มี.ค. นี้ คาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยที่ระดับ 4.25-4.50% เนื่องจากปัจจัยดังนี้

  • เงินเฟ้อยังอยู่สูงกว่าเป้าหมายของเฟด แม้ตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปเดือนก.พ. อยู่ที่ 2.8% ปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้า และต่ำกว่าที่ตลาดคาด แต่ยังสูงกว่าเป้าหมายที่ 2.0% ขณะที่ทิศทางแนวโน้มในระยะข้างหน้ามีความเสี่ยงมากขึ้นจากนโยบายการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

  • ตลาดแรงงานยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากแนวโน้มเดิมอย่างมีนัยสำคัญ โดยอัตราการว่างงานเดือนก.พ. 2568 เร่งสูงขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าขึ้นมาอยู่ที่ 4.1% แต่ก็ยังเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต

เฟดคงรอดูแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะความเสี่ยงจากมาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และมาตรการตอบโต้จากประเทศอื่นๆ สอดคล้องไปกับถ้อยแถลงของประธานเฟดที่กล่าวว่า เฟดไม่เร่งรีบที่จะลดอัตราดอกเบี้ยแม้ความไม่แน่นอนสูงขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 2 ครั้งในปีนี้ โดยจังหวะการปรับลดคงขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่ออกมา ประกอบกับอาจมีการส่งสัญญาณชะลอการทำ Quantitative Tightening (QT) ลงสอดคล้องกับตลาดส่วนใหญ่ที่ปรับมุมมองต่อการปรับลดดอกเบี้ยของเฟดมากขึ้นมาอยู่ที่ 3 ครั้งในปีนี้ ทั้งนี้ ในการประชุมรอบนี้จะมีการเผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และ Dot Plot ซึ่งเป็นปัจจัยที่ตลาดรอติดตาม

ทิศทางนโยบายการเงินในระยะข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอนสูงจากมาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และมาตรการตอบโต้จากประเทศอื่นๆ ที่รุนแรงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้แนวโน้มเงินเฟ้อในระยะข้างหน้าเผชิญความเสี่ยงที่จะปรับสูงขึ้น ซึ่งแรงกดดันเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ประกอบกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลงอาจส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคซึ่งมีสัดส่วนเกือบ 70% ของ GDP สหรัฐฯ 

ขณะที่การส่งออกของสหรัฐฯ มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากมาตรการตอบโต้จากประเทศอื่นๆ และทิศทางการค้าโลกที่ชะลอลง ซึ่งคงส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังภาคการผลิตและการจ้างงานในสหรัฐฯ ในท้ายที่สุด ส่งผลให้เฟดต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในการพิจารณานโยบายการเงินในระยะข้างหน้า

มูลค่าการส่งออก IC คาดเติบโต 22% ในปี 2026 แรงหนุนหลักมาจากการขยายตัวของ AI และ Data Center

รินรดา อัมพรสิทธิกูล

การประชุม กนง. 25 ก.พ. 69 มติไม่เป็นเอกฉันท์ลดดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ 1.00%

ลลิตา เธียรประสิทธิ์

ราคาเอทิลีนในปี 2569 คาดหดตัว 6.4% จากภาวะอุปทานส่วนเกิน

ณัฐนรี จิรัปปภา

1 ปี ภาษีทรัมป์ สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าสินค้าเพิ่มขึ้น ขาดดุลกับไทยมากขึ้น และเป็นอันดับ 7 ในปี 2025

เกวลิน หวังพิชญสุข

การเผาพื้นที่เกษตรไทยต้นปี 2569 มีแนวโน้มชะลอลง จากการรวมศูนย์คำสั่งและใช้ดาวเทียมตรวจเรียลไทม์ทั่วประเทศ

นราพร สังสะนา

หลังศาลสูงสหรัฐสั่งยกเลิกใช้ IEEPA จัดเก็บภาษี คาดยังเห็นการส่งออกจีนผ่านประเทศที่ 3

จิรดา ภักดิ์วิไลเกียรติ

เงินรูเปียห์อ่อนค่ายังเป็นแรงกดดันสำคัญ BI คงดอกเบี้ยที่ 4.75%

ทัศน์วรรณ ขาวอุปถัมภ์

Video

ภาพปกวิดีโอจาก YouTube