น้ำมันรำข้าว ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวที่สร้างมูลค่าเพิ่มและช่วยยกระดับข้าวไทยสู่ความยั่งยืน
น้ำมันรำข้าวไทยช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไทย และจะเป็นหนึ่งในทางรอดได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางผลผลิตข้าวไทยที่ล้นตลาด โดยแรงกระตุ้นสำคัญในการมุ่งไปสู่น้ำมันรำข้าว มีดังนี้
- ราคาน้ำมันรำข้าวสูงกว่าราคาข้าวเฉลี่ย 1.3 ดอลลาร์ฯต่อกก. โดยในช่วงปี 2565-2567 ราคาส่งออกน้ำมันรำข้าวไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 1.9 ดอลลาร์ฯต่อกก. ขณะที่ราคาส่งออกข้าวไทยที่เป็นสินค้าขั้นต้นเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 0.6 ดอลลาร์ฯต่อกก.
- ราคาน้ำมันรำข้าวผันผวนน้อยกว่าราคาข้าว สะท้อนจากในช่วงที่มีปัจจัยสำคัญมากระทบตลาด เช่น สภาพอากาศแปรปรวน นโยบายการค้าของผู้เล่นหลัก เป็นต้น พบว่าราคาน้ำมันรำข้าวจะเคลื่อนไหวขึ้นหรือลงไม่แรงมากนักเมื่อเทียบกับราคาข้าวที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์เกษตรที่มีราคาขึ้นอยู่กับตลาดโลกเป็นหลัก อีกทั้งส่วนหนึ่งมาจากน้ำมันรำข้าวมีตลาดเฉพาะกลุ่มและมีการผลิตที่จำกัดกว่าสินค้าข้าวที่เป็นตลาดที่มีกลุ่มเป้าหมายจำนวนมาก (Mass Market)
- น้ำมันรำข้าวสร้างมูลค่าเพิ่มจากข้าวราว 3.3 เท่า สูงกว่าผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวอื่น เช่น แป้งข้าวเจ้าและแป้งข้าวเหนียวที่สร้างมูลค่าเพิ่มจากข้าวได้เพียง 1.4-1.8 เท่า เป็นต้น
- น้ำมันรำข้าวมีประโยชน์ต่อสุขภาพและมีคุณสมบัติในการปรุงอาหารที่โดดเด่นกว่าน้ำมันพืชอื่น ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะเป็นมิตรต่อหัวใจ ทั้งในแง่ของปริมาณกรดไขมันอิ่มตัวที่ไม่สูง มีจุดเกิดควันสูง มีวิตามินอีสูง มีแกมมา-โอรีซานอลที่พบได้เฉพาะในน้ำมันรำข้าวเท่านั้น รวมไปถึงราคาจำหน่ายของน้ำมันรำข้าวที่ไม่สูงนักเมื่อเทียบกับน้ำมันพืชอื่น ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ไม่ยาก
ส่งออกน้ำมันรำข้าวไทยปี 2568 มูลค่าพุ่งสูงสุดในรอบ 3 ปี
ในปี 2568 มูลค่าส่งออกน้ำมันรำข้าวไทย คาดว่าจะโต 12.8% ไปอยู่ที่ 73.3 ล้านดอลลาร์ฯ โดยเป็นผลมาจากทั้งปริมาณโต 8.8% และราคาโต 3.6%
แรงหนุนมาจากตลาดส่งออกหลักอย่างญี่ปุ่นที่เติบโตดี ขณะที่ในเกาหลีใต้อาจเผชิญความท้าทายให้หดตัวเล็กน้อย
ญี่ปุ่นเป็นตลาดส่งออกน้ำมันรำข้าวศักยภาพของไทยที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ขณะที่เกาหลีใต้มีสัดส่วนการส่งออกลดลง โดยในช่วงปี 2565-2567 มูลค่าส่งออกน้ำมันรำข้าวไทยไปญี่ปุ่นมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นไปเฉลี่ยที่ 24% หรือมากกว่า 2.7 เท่าเทียบ
กับช่วงปี 2562-2564 ขณะที่ไทยส่งออกไปเกาหลีใต้ในช่วงปี 2565-2567 มีสัดส่วนลดลงไปเฉลี่ยที่ 27% จาก 31% ในช่วงปี 2562-2564
ในปี 2568 มูลค่าส่งออกน้ำมันรำข้าวไทยไปญี่ปุ่น คาดว่าจะโต 19.1% ขณะที่ส่งออกไปเกาหลีใต้ คาดว่ามูลค่าจะหดตัว 0.4% ทั้งนี้ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้มีการนำเข้าน้ำมันรำข้าวเพื่อใช้บริโภคเป็นหลัก ซึ่งใช้เป็นส่วนประกอบในเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
- ญี่ปุ่น เป็นตลาดศักยภาพ โดยญี่ปุ่นนำเข้าจากไทยเป็นหลักกว่า 64.8%ตามด้วยเวียดนาม 34.6% และแม้ราคาของไทยจะสูงกว่าเวียดนามเฉลี่ยราว 0.3 ดอลลาร์ฯต่อ กก. แต่ด้วยคุณภาพที่ดีและปริมาณส่งมอบที่มีเพียงพอ ทำให้น้ำมันรำข้าวไทยสามารถครองใจผู้บริโภคญี่ปุ่นได้ ทั้งนี้ ความต้องการบริโภคน้ำมันรำข้าวของญี่ปุ่น มาจากผู้บริโภคกว่า 39% เลือกบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ โดยตลาดอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารเพื่อสุขภาพเฉพาะ ของญี่ปุ่น คาดว่าจะโตเฉลี่ย 5.9% ต่อปีในช่วงปี 2568-2576 ไปอยู่ที่ 24,500 ล้านดอลลาร์ฯในปี 2576 ตามความตระหนักด้านสุขภาพที่ดีและจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น
- เกาหลีใต้ เป็นตลาดที่ท้าทาย แม้ว่าเกาหลีใต้จะเป็นตลาดส่งออกใหญ่สุดของไทย และเกาหลีใต้เองก็นำเข้าจากไทยเป็นหลักกว่า 94% จากราคาของไทยที่ถูกกว่าคู่แข่งอย่างเวียดนามราว 0.1 ดอลลาร์ฯต่อกก. แต่ด้วยความนิยมบริโภคน้ำมันถั่วเหลืองและน้ำมันปาล์มเป็นหลักกว่า 78% ซึ่งคาดว่าในปี 2568 เกาหลีใต้จะมีอุปทานน้ำมันถั่วเหลืองและน้ำมันปาล์มเพิ่มกว่า 4.5% จะกดดันความต้องการบริโภคพืชน้ำมันอื่น รวมถึงการบริโภคน้ำมันรำข้าวไทยที่จะส่งออกไปให้ได้รับผลกระทบในเชิงลบด้วย
Disclaimer
รายงานวิจัยนี้จัดทำโดย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) เพื่อเผยแพร่เป็นการทั่วไป โดยอาศัยแหล่งข้อมูลสาธารณะ หรือ ข้อมูลที่เชื่อว่ามีความน่าเชื่อถือที่ปรากฏขณะจัดทำ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละขณะเวลา ทั้งนี้ KResearch มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ ความเหมาะสม ความครบถ้วนสมบูรณ์ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้ชวน เสนอแนะ ให้คำแนะนำ หรือจูงใจในการตัดสินใจเพื่อดำเนินการใดๆ แต่อย่างใด ดังนั้น ท่านควรศึกษาข้อมูลด้วยความระมัดระวังและใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจใดๆ KResearch จะไม่รับผิดในความเสียหายใดที่เกิดขึ้นจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว
ข้อมูลใดๆ ที่ปรากฎในรายงานวิจัยนี้ถือเป็นทรัพย์สินของ KResearch และ/หรือบุคคลที่สาม (แล้วแต่กรณี) การนำข้อมูลดังกล่าว (ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน) ไปใช้ต้องแสดงข้อความถึงสิทธิความเป็นเจ้าของแก่ KResearch และ/หรือบุคคลที่สาม (แล้วแต่กรณี) หรือแหล่งที่มาของข้อมูลนั้นๆ ทั้งนี้ ท่านจะไม่ทำซ้ำ ปรับปรุง ดัดแปลง แก้ไข ส่งต่อ เผยแพร่ หรือกระทำในลักษณะใดๆ เพื่อวัตถุประสงค์ในทางการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาตล่วงหน้า เป็นลายลักษณ์อักษรจาก KResearch และ/หรือบุคคลที่สาม (แล้วแต่กรณี)