แนวโน้มอุปทานและอุปสงค์เนื้อสุกรไทย
อุปทานเนื้อสุกรไทย
ปี 2567 คาดว่า อุปทานเนื้อสุกรไทยเพิ่มขึ้น 4.7% ตามจำนวนสุกรมีชีวิตที่เพิ่มกว่า 8 แสนตัว จากราคาอาหารสัตว์ที่ปรับลดลง
อุปทานเนื้อสุกรไทยเพิ่มขึ้นจากต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักกว่า 70% ของต้นทุนการผลิตสุกรรวม มีราคาปรับลดลงในทุกรายการสำคัญทั้งรำสด ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง และปลาป่น โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2567 รำสดมีราคาเฉลี่ยลดลงมากที่สุดถึง 15%YoY ตามด้วยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีราคาเฉลี่ยลดลงถึง 13%YoY
ผู้เลี้ยงสุกรกำลังเผชิญภาวะขาดทุนราว 3 บาทต่อกิโลกรัม โดยเฉพาะผู้เลี้ยงรายย่อย จากผลกระทบของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF ปี 2562-2564)
ปัจจุบัน จำนวนสุกรเลี้ยงในไทยยังคงไม่ฟื้นตัวจากผลกระทบของ ASF โดยคิดเป็นเพียง 86% ของภาวะปกติก่อนเกิดโรคระบาด โดยผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยบางส่วนยังเผชิญภาวะขาดทุนสะสมจากผลของ ASF จนต้องเลิกกิจการ ทำให้อุปทานสุกรส่วนใหญ่จะมาจากผู้เลี้ยงรายกลาง-ใหญ่มากขึ้น โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 72% ของผลผลิตสุกรในปี 2564 มาเป็น 74% ในปี 2566
อุปทานเนื้อสุกรของไทยยังเป็นไปเพื่อการบริโภคในประเทศเป็นหลักถึง 93% ของเนื้อสุกรที่ผลิตทั้งหมด เนื่องจากเนื้อสุกรไทยมีราคาสูงกว่าผู้ผลิตรายสำคัญของโลก เช่น จีน สหรัฐฯ และบราซิล จึงทำให้ไทยไม่สามารถแข่งขันด้านราคาในตลาดโลกได้ ในขณะเดียวกัน ตลาดเนื้อสุกรในประเทศก็ได้รับการปกป้องจากกฏหมายควบคุมการนำเข้าสุกรและผลิตภัณฑ์สุกร ทำให้ผู้ผลิตเนื้อสุกรมักเลือกทำตลาดในประเทศเป็นหลัก
อุปสงค์เนื้อสุกรไทย
ปี 2567 คาดว่า อุปสงค์เนื้อสุกรไทยเพิ่มขึ้น 2.5%YoY จากปริมาณ 1.32 ล้านตัน เป็น 1.35 ล้านตัน ตามราคาเนื้อสุกรที่ปรับลดลง 6.3%YoY
เมื่อราคาเนื้อสุกรลดลง ผู้บริโภคไทยมักบริโภคเนื้อสุกรมากขึ้นเมื่อเทียบกับเนื้อไก่ซึ่งเป็นสินค้าทดแทน ทำให้ราคาเนื้อสุกรไทยที่ปรับลดลงตามราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มในปีนี้ จะส่งผลหนุนอุปสงค์จากผู้บริโภคไทยให้สูงขึ้น
นอกจากนี้ การกลับมาของผู้บริโภคที่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติก็มีส่วนช่วยหนุนให้ภาพรวมการบริโภคอาหารที่รวมถึงเนื้อสุกรเพิ่มขึ้น โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นแล้วกว่า 33% ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้
การส่งออกเนื้อสุกรไทย
ปี 2567 คาดว่า ปริมาณการส่งออกเนื้อสุกรแช่เย็นแช่แข็งของไทยเติบโตราว 1.8%YoY โดยได้แรงหนุนจากความต้องการในตลาดส่งออกหลักอย่างฮ่องกง ที่นำเข้าจากไทยมากขึ้นในจังหวะที่แหล่งนำเข้าหลักอย่างจีนมีผลผลิตสุกรลดลง
อย่างไรก็ดี ปริมาณการส่งออกเนื้อสุกรแช่เย็นแช่แข็งของไทยยังน้อยมากและเติบโตได้ไม่สูงนัก เนื่องจากราคาขายของไทยยังสูงกว่าคู่แข่งสำคัญอย่างจีน ประกอบกับเนื้อสุกรของไทยส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการรับรองให้ปลอดจากโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD: Foot and Mouth Disease) จึงยังเป็นข้อจำกัดในการส่งออกเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ของไทย
ความเสี่ยงของอุตสาหกรรมเนื้อสุกรในระยะข้างหน้า คาดว่า อุปทานคงเพิ่มได้ยาก และอุปสงค์คงโตได้จำกัด
ปัจจัยกดดันอุปทาน
- ต้นทุนการผลิตอยู่ในระดับสูง ทั้งต้นทุนจัดการฟาร์ม (Biosecurity) เพื่อให้ได้มาตรฐานที่ปลอดจากโรค ASF ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ ที่ไทยยังต้องนำเข้าในบางรายการหลัก เช่น กากถั่วเหลือง จะกดดันปริมาณการผลิตสุกร โดยเฉพาะในเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย
- การเปิดเสรีการค้า FTAs หรือไทยไม่มีการควบคุมการนำเข้า จะทำให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมสุกรของไทยรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ผลิตสุกรรายกลาง-ใหญ่ที่ต้องเผชิญคู่แข่งจากต่างประเทศ
ปัจจัยกดดันอุปสงค์
- จำนวนประชากรไทยมีแนวโน้มลดลง โดยประชากรไทยได้ลดจำนวนลงตั้งแต่ปี 2563 มาอยู่ที่ 66.2 ล้านคน และลดต่อเนื่องมาในปี 2566 อยู่ที่ 66.1 ล้านคน ซึ่งระยะข้างหน้า คาดว่าจำนวนประชากรไทยมีแนวโน้มที่จะลดลงอีก กระทบต่อการบริโภคเนื้อสุกร โดยคาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า การบริโภคเนื้อสุกรของไทยอาจโตได้ต่ำเฉลี่ยราว 0.6% ต่อปี
- จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ปัจจุบันไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) และคาดว่าในปี 2572 ไทยจะเป็น Super-Aged Society ซึ่งจะส่งผลให้การบริโภคเนื้อสุกรลดลง เนื่องจากผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่บริโภคเนื้อสุกรน้อย ทั้งปริมาณและความถี่ต่อสัปดาห์ ทั้งนี้ ผู้สูงอายุบริโภคเนื้อสุกรเฉลี่ยลดลงเหลือ 38 กิโลกรัมต่อคนต่อปี เมื่อเทียบกับคนวัยทำงานที่บริโภคเนื้อสุกรเฉลี่ยอยู่ที่ 49 กิโลกรัมต่อคนต่อปี