Narrative Banner

เหตุประท้วงในอินโดนีเซียตอกย้ำปัญหาความเหลื่อมล้ำ หากยืดเยื้ออาจฉุดเศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่า 4.8%

ทัศน์วรรณ ขาวอุปถัมภ์

  • การประท้วงในอินโดนีเซียลุกลามสู่เมืองหลักทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เช่น จาการ์ตา บาหลี สุราบายา บันดุง และสุลาเวสี หลังรัฐบาลจัดสวัสดิการค่าที่พักให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 50 ล้านรูเปียห์/เดือน แม้จะเป็นการจ่ายครั้งเดียว แต่สร้างแรงต้านจากสาธารณชน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจเปราะบางและกำลังซื้ออ่อนแรง สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างด้านความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่ฝังลึก

  • เศรษฐกิจอินโดนีเซียเสี่ยงชะลอตัวมากขึ้นจากความไม่แน่นอนในประเทศ จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สะดุดโดยเฉพาะจาการ์ตาและบาหลีซึ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวกว่า 65% ของทั้งประเทศได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะเดียวกันตลาดเงิน-ตลาดทุนผันผวน ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงเกือบ 1% ในไม่กี่วันหลังเริ่มประท้วง

  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า หากสถานการณ์ประท้วงยืดเยื้อเกินกว่า 1 เดือน และรัฐบาลไม่สามารถเรียกคืนความเชื่อมั่นได้โดยเร็ว เศรษฐกิจอินโดนีเซียปี 2025 อาจเติบโตต่ำกว่า 4.8% ที่เคยคาดการณ์ไว้ ซึ่งจะยิ่งกระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและทำให้การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในระยะยาวของประเทศเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

เหตุการณ์ประท้วงในอินโดนีเซียตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค. 2025 กำลังกลายเป็นวิกฤตทางสังคมและเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเริ่มจากกระแสต่อต้านนโยบายสวัสดิการค่าที่พักของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นจำนวน 50 ล้านรูเปียห์/เดือน (3,000 ดอลลาร์ฯ/เดือน) เป็นแบบเหมาจ่ายครั้งเดียวเป็นเวลา 12 เดือน (เริ่ม ต.ค. 2024 สิ้นสุด ต.ค. 2025) เพื่อให้นำไปใช้ตลอดวาระ 5 ปี (2024-2029) แม้คำนวณแล้วเฉลี่ยเป็นสวัสดิการเพิ่มขึ้นเพียงเดือนละ 10 ล้านรูเปียห์ (600 ดอลลาร์ฯ) แต่ความไม่โปร่งใสในการสื่อสาร ยิ่งสะท้อนความเหลื่อมล้ำในระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีมุมมอง ดังนี้

การชุมนุมประท้วงได้ขยายวงกว้างไปยังเมืองหลักทางเศรษฐกิจ อาทิ จาการ์ตา สุราบายา บันดุง บาหลี สุลาเวสี และยังไม่มีแนวโน้มสงบลงในระยะสั้น แม้ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต จะออกแถลงการณ์เมื่อ 31 ส.ค. ประกาศยกเลิกสวัสดิการดังกล่าว ออกคำสั่งระงับการเดินทางไปต่างประเทศของ ส.ส. รวมถึงลดสิทธิประโยชน์บางประการแต่ความไม่พอใจของประชาชนยังคงปะทุ

ความเสี่ยงเศษฐกิจเพิ่มขึ้น กระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจและท่องเที่ยวโดยตรง พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมส่วนใหญ่ล้วนเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ โดยเฉพาะจาการ์ตาและบาหลี ซึ่งในปี 2024 มีนักท่องเที่ยวรวมกันกว่า 8.8 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 65% ของนักท่องเที่ยวทั้งประเทศ การประท้วงในพื้นที่กระทบกิจรรมทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสคัญ ทั้งยังสร้างความกังวลในหมู่นักลงทุนผ่านความผันผวนของตลาดหุ้นและค่าเงิน 

ปัญหาสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความไม่พอใจของประชาชนคือ ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างรายได้ที่เริ่มเห็นชัด โดยรายได้พื้นฐานของ ส.ส.อยู่ที่ 4.2-5.04 ล้านรูเปียห์/เดือน (255-307 ดอลลาร์ฯ/เดือน) แต่เมื่อรวมสวัสดิการและค่าเบี้ยเลี้ยงอื่นๆ อาจสูงถึง 100-230 ล้านรูเปียห์ (ราว 6,000-13,900 ดอลลาร์สหรัฐ)  ซึ่งสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยทั้งประเทศอย่างมาก โดยค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 197 ดอลลาร์ฯ/เดือน โดยเฉพาะสุลาเวสีตะวันออกเฉียงใต้อยู่ในระดับต่ำสุดเพียง 129 ดอลลาร์ฯ/เดือน ซึ่งนับเป็นระดับเกือบต่ำที่สุดในอาเซียน

เศรษฐกิจภายในประเทศยังเผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อที่อ่อนแรง โดยการบริโภคมีสัดส่วนถึง 53% ของ GDP แต่เติบโตเพียง 4.97%YoY ในไตรมาส 2/2025 ต่ำกว่าภาคเศรษฐกิจอื่นๆ สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังปรับตัวต่ำตลอดช่วงครึ่งปีแรก ยิ่งตอกย้ำการชะลอตัวของอุปสงค์ในประเทศ ขณะที่ชั้นกลางซึ่งเป็นกำลังหลักในขับเคลื่อนการบริโภคลดลงจาก 57.3 ล้านคนในปี 2019 เหลือเพียง 47.9 ล้านคนในปี 2024 และถูกแทนที่ด้วยกลุ่มประชาชนที่มีระดับรายได้น้อยมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 233.7 ล้านคน

ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่ามากขึ้น ตั้งแต่วันเริ่มต้นการประท้วงค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าจาก 16,340 รูเปียห์/ดอลลาร์ฯ (25 ส.ค.) มาอยู่ที่ 16,461 รูเปียห์/ดอลลาร์ฯ ในวันที่ 1 ก.ย. (อ่อนค่า 0.74%) และบางช่วงเวลามีการเคลื่อนไหวใกล้ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤตปี 1998 สะท้อนความวิตกของตลาดการเงิน ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายการเงิน โดยแม้ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) จะยังไม่ส่งสัญญาณเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงิน แต่ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นอาจจำกัดการผ่อนคลายอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2025 เนื่องจาก BI ยังคงให้น้ำหนักกับเสถียรภาพของค่าเงินเป็นสำคัญ

อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศยังไม่เปลี่ยน แต่มีความเสี่ยงสะสมเพิ่มขึ้น โดยสถาบันจัดอันดับ S&P Global Ratings และ Fitch Ratings ยังคงจัดอันดับความน่าเชื่อถือของอินโดนีเซียไว้ที่ BBB และ Moody’s จัดอันดับไว้ที่ Baa1 พร้อมทั้งคงแนวโน้มความน่าเชื่อถือไว้ที่มีเสถียรภาพ (Stable)

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า หากการชุมนุมประท้วงยาวนานเกิน 1 เดือน โดยที่ภาครัฐไม่สามารถควบคุมสถานการณ์และเรียกคืนความเชื่อมั่นได้โดยเร็ว เศรษฐกิจอินโดนีเซียในปี 2025 มีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าประมาณการเดิมที่ 4.8% ซึ่งจะยิ่งกระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและทำให้การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในระยะยาวเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น 

มูลค่าการส่งออก IC คาดเติบโต 22% ในปี 2026 แรงหนุนหลักมาจากการขยายตัวของ AI และ Data Center

รินรดา อัมพรสิทธิกูล

การประชุม กนง. 25 ก.พ. 69 มติไม่เป็นเอกฉันท์ลดดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ 1.00%

ลลิตา เธียรประสิทธิ์

ราคาเอทิลีนในปี 2569 คาดหดตัว 6.4% จากภาวะอุปทานส่วนเกิน

ณัฐนรี จิรัปปภา

1 ปี ภาษีทรัมป์ สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าสินค้าเพิ่มขึ้น ขาดดุลกับไทยมากขึ้น และเป็นอันดับ 7 ในปี 2025

เกวลิน หวังพิชญสุข

การเผาพื้นที่เกษตรไทยต้นปี 2569 มีแนวโน้มชะลอลง จากการรวมศูนย์คำสั่งและใช้ดาวเทียมตรวจเรียลไทม์ทั่วประเทศ

นราพร สังสะนา

หลังศาลสูงสหรัฐสั่งยกเลิกใช้ IEEPA จัดเก็บภาษี คาดยังเห็นการส่งออกจีนผ่านประเทศที่ 3

จิรดา ภักดิ์วิไลเกียรติ

เงินรูเปียห์อ่อนค่ายังเป็นแรงกดดันสำคัญ BI คงดอกเบี้ยที่ 4.75%

ทัศน์วรรณ ขาวอุปถัมภ์

Video

ภาพปกวิดีโอจาก YouTube