Narrative Banner

เศรษฐกิจอินโดนีเซียเปลี่ยนทิศ จากวินัยการคลังสู่การกระตุ้นเชิงรุกเพื่อเป้าหมาย GDP โตที่ 8%

ทัศน์วรรณ ขาวอุปถัมภ์

  • อินโดนีเซียเปลี่ยนทิศทางนโยบายเศรษฐกิจคลายแรงกดดันทางสังคม โดยแต่งตั้งนายปูร์บายา ยูดิ ซาเดวา เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจวงเวิน 200 ล้านล้านรูเปียห์ คิดเป็น 0.9% ของ GDP เพื่อเร่งปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกร สหกรณ์ หมู่บ้าน และผู้มีรายได้น้อย หวังผลักดัน GDP สู่ 8%

  • ความเสี่ยงการคลังและหนี้สาธารณะมีมากขึ้น โดยอาจขาดดุลการคลังเร่งขึ้นอีกท่ามกลางแนวทางการจัดเก็บรายได้รัฐที่ไม่ชัดเจนและรายจ่ายที่รอเบิกจ่ายจำนวนมาก หากเดินหน้านโยบายประชานิยมต่อเนื่อง หนี้สาธารณะอาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและบั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุน

  • ตลาดตอบรับระยะสั้นแต่มีความเสี่ยงสูงขึ้นในอนาคต โดยค่าเงินรูเปียห์แข็งค่าขึ้นและหุ้น JCI ฟื้นตัวตอบรับรัฐมนตรีคลังคนใหม่ แต่ยังมีความน่ากังวลหากรัฐบาลแทรกแซงการดำเนินงานของธนาคารกลาง อาจกดดันค่าเงินและสร้างความเปราะบางต่อเสถียรภาพการเงินในระยะต่อไป

การแต่งตั้งนายปูร์บายา ยูดิ ซาเดวา (Purbaya Yudhi Sadewa) เป็นรัฐมนตรีคลังคนใหม่ของอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2025 สะท้อนจุดเปลี่ยนสำคัญของแนวทางการบริหารเศรษฐกิจ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต จากเดิมที่ยัดหลักรักษาวินัยการคลังตามการบริหารของนางศรี มูลยานี อินดราวตี (Sri Mulyani Indrawati) มาสู่การขับเคลื่อนเชิงรุกที่มุ่งอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อตอบโจทย์ทางสังคมและฟื้นเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจดังนี้

นโยบายหลักของรัฐมนตรีคลังคนใหม่ คือการใช้มาตรกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นวงเงิน 200 ล้านล้านรูเปียห์ (1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ) หรือ 0.9% ของ GDP โดยนำเงินสดจากบัญชีรัฐบาลกลางที่ฝากไว้กับธนาคารกลางเข้าสู่ระบบการเงินผ่านธนาคารของรัฐ เพื่อปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่กลุ่มเกษตร สหกรณ์ หมู่บ้าน และผู้มีรายได้น้อย พร้อมวางข้อจำกัดไม่ให้ธนาคารนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารการเงินอื่น เพื่อเร่งให้เงินหมุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยตรง  

การเปลี่ยนแนวบริหารไปสู่การอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจและคลายแรงกดดันทางสังคม จากที่ยึดกรอบขาดดุลไม่เกิน 3% ของ GDP และวางฐานรายได้ภาษีอย่างรัดกุม โดยนโยบายครั้งนี้สะท้อนถึงความพยายามในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มุ่งไปที่การส่งผ่านเม็ดเงินหนุนสินเชื่อให้ปรับดีขึ้นจากปัจจุบันเติบโตช้าลงต่อเนื่องเหลือเพียง 6.6% ในเดือน ก.ค. ต่ำสุดในรอบ 3 ปี 

การคลังมีความเสี่ยงขาดดุลเพิ่มขึ้นอีก จากปัจจุบันขาดดุลที่ 2.8% ต่อ GDP ในไตรมาส 2/2025 และยังไม่มีมาตรการเพิ่มรายได้ชัดเจน ขณะที่รายจ่ายภาครัฐจำนวนมากยังรอการเบิกจ่าย รวมถึงการผันงบประมาณบางส่วนไปกองทุนดานันตารา (Danantara) ยิ่งเพิ่มความกังวลต่อฐานะการคลังในอนาคต ถ้าหากเดินหน้านโยบายประชานิยมโดยขาดความรอบคอบอาจผลักดันหนี้สาธารณะให้สูงขึ้น (ล่าสุดอยู่ที่ 39.2% ของ GDP ในปี 2024) และบั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุน 

ตลาดการเงินระยะสั้นตอบรับเชิงบวก โดยค่าเงินรูเปียห์แข็งค่าขึ้น 0.03% มาอยู่ที่ 16,457 รูเปียห์/ดอลลาร์ฯ (11 ก.ย.) ขณะที่ดัชนีหุ้น JCI ปรับตัวขึ้นจาก 7,699 จุดในวันก่อนหน้า มาอยู่ที่ 7,747.9 จุด แต่ความเสี่ยงยังมีอยู่ในภาวะที่ตลาดกังวลการแทรกแซงอิสระของธนาคารกลาง (Fiscal Dominance) ซึ่งจะกระทบความเชื่อมั่นต่อนโยบายเศรษฐกิจโดยรวม และอาจนำไปสู่แรงกดดันด้านค่าเงินรอบใหม่

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจและขับเคลื่อนเชิงรุกเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลพร้อมตอบโจทย์สังคมและเร่งฟื้นเศรษฐกิจ แต่โจทย์ใหญ่ยังอยู่ที่การรักษาสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโต 8% กับการรักษาเสถียรภาพการคลังและการเงิน ซึ่งหากขาดความรัดกุมอาจนำไปสู่แรงกดดันต่อค่าเงินรูเปียห์ ภาระหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นและเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะต่อไป

มูลค่าการส่งออก IC คาดเติบโต 22% ในปี 2026 แรงหนุนหลักมาจากการขยายตัวของ AI และ Data Center

รินรดา อัมพรสิทธิกูล

การประชุม กนง. 25 ก.พ. 69 มติไม่เป็นเอกฉันท์ลดดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ 1.00%

ลลิตา เธียรประสิทธิ์

ราคาเอทิลีนในปี 2569 คาดหดตัว 6.4% จากภาวะอุปทานส่วนเกิน

ณัฐนรี จิรัปปภา

1 ปี ภาษีทรัมป์ สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าสินค้าเพิ่มขึ้น ขาดดุลกับไทยมากขึ้น และเป็นอันดับ 7 ในปี 2025

เกวลิน หวังพิชญสุข

การเผาพื้นที่เกษตรไทยต้นปี 2569 มีแนวโน้มชะลอลง จากการรวมศูนย์คำสั่งและใช้ดาวเทียมตรวจเรียลไทม์ทั่วประเทศ

นราพร สังสะนา

หลังศาลสูงสหรัฐสั่งยกเลิกใช้ IEEPA จัดเก็บภาษี คาดยังเห็นการส่งออกจีนผ่านประเทศที่ 3

จิรดา ภักดิ์วิไลเกียรติ

เงินรูเปียห์อ่อนค่ายังเป็นแรงกดดันสำคัญ BI คงดอกเบี้ยที่ 4.75%

ทัศน์วรรณ ขาวอุปถัมภ์

Video

ภาพปกวิดีโอจาก YouTube