การส่งออกไทยเดือนธ.ค. 2568 ขยายตัวอยู่ที่ 16.8%YoY โดยมีปัจจัยหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวเร่งขึ้นและการส่งออกทองคำที่ขยายตัวสูง และส่งผลให้ทั้งปี 2568 มูลค่าการส่งออกไทยอยู่ที่ 339,635 ล้านดอลลาร์ฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 12.9% สำหรับปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการภาพรวมการส่งออกไทยอยู่ที่ -1.2% แต่มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่การส่งออกจะกลับมาขยายตัวได้ เนื่องจากเห็นสัญญาณการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวได้ดีตามความต้องการของ AI และ data center นอกจากนี้ การส่งออกไทยในกลุ่มสินค้าที่ถูกเก็บภาษี Reciprocal tariff และภายใต้มาตรา 232 เริ่มเห็นผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ชัดเจนขึ้น โดยการส่งออกสินค้า อาทิ ตู้เย็น ผลไม้แปรรูป หดตัวลง และสินค้าบางรายการโตชะลอลง ทั้งนี้ หากมีการยกเลิกมาตรการภาษีภายใต้กฎหมาย IEEPA ก็คาดว่าจะส่งผลบวกไม่มาก
เผยแพร่เมื่อ 2026 Jan 23
การส่งออกไทยเดือนพ.ย. 2568 ขยายตัวอยู่ที่ 7.1%YoY เร่งขึ้นจากเดือนต.ค.ที่ขยายตัว 5.7%YoY นำโดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เนื่องจากส่วนใหญ่ที่ส่งไปสหรัฐฯ ยังไม่ถูกเก็บภาษีนำเข้า และยังได้รับปัจจัยสนับสนุนตามวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าในตลาดโลก ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับคาดการณ์การส่งออกไทยขึ้นเป็น 12.0% จาก 11.0% ในปี 2568 เนื่องจากการส่งออกในช่วง 11 เดือนแรกขยายตัวสูงกว่าคาด จากผลกระทบจากมาตการภาษีสหรัฐฯ ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ ขณะที่ปรับขึ้นคาดการณ์การนำเข้าทั้งปีคาดว่าจะขยายตัวเป็น 12.2% จาก 10.3% สำหรับปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าการส่งออกไทยมีความเสี่ยงหดตัว -1.2% โดยแรงกดดันหลักยังมาจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มขยายขอบเขตสินค้าที่ปรับขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 232 ประกอบกับแนวโน้มการค้าโลกที่คาดว่าจะชะลอลง
เผยแพร่เมื่อ 2025 Dec 25
ในเดือน พ.ย. 68 ส่งออกจีนพลิกกลับมาขยายตัวอยู่ที่ 5.9%YoY จากที่หดตัว -1.1% ในเดือน ต.ค 68 ช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกของจีนเติบโตแข็งแกร่งกว่าคาดการณ์หนุนให้จีนเกินดุลการค้าทั่วโลกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.07 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในปี 2569 การส่งออกจีนมีความเสี่ยงที่ชะลอลง โดยเผชิญความท้าทายหลายด้าน เช่น ข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่จะสิ้นสุดในเดือน พ.ย.2569
เผยแพร่เมื่อ 2025 Dec 08
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า มูลค่าการส่งออกกุ้งของไทยในปี 2569 จะอยู่ที่ 1,075 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว 3.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากอุปสงค์กุ้งในประเทศคู่ค้าหลักมีทิศทางลดลง ตามภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อ ผลกระทบจากภาษี Reciprocal Tariffs ที่ชัดเจนมากขึ้นเต็มปี รวมถึงเผชิญการแข่งขันรุนแรงกับคู่แข่งสำคัญ โดยเฉพาะเอกวาดอร์ และอินโดนีเซีย แนวโน้มการส่งออกกุ้งของไทย ยังเผชิญปัญหาความสามารถในการแข่งขัน จากทั้งปริมาณผลผลิตที่ปรับเพิ่มได้ยาก ต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าคู่แข่ง รวมถึงการแข่งขันด้านราคาที่เข้มข้นขึ้นจากสงครามการค้า
เผยแพร่เมื่อ 2025 Dec 04
การส่งออกรถยนต์ไทยกำลังถูกจีนเข้าแย่งตลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยในกลุ่มรถยนต์นั่งพบการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นชัดเจนจากกลุ่ม xEV จากจีน ส่วนกลุ่มปิกอัพแม้ยังส่งออกได้ดี แต่ตลาดหลักอย่างออสเตรเลียเริ่มมีปัญหา โดยจีนได้ขยับขึ้นเป็นหนึ่งคู่แข่งสำคัญ ซึ่งลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับในอีกหลายตลาด ปี 2569 คาดไทยยังคงส่งออกรถยนต์ลดลงต่อที่ 3% (YoY) เหลือราว 9 แสนคัน จากปีนี้ที่คาดทำได้ 9.3 แสนคัน ดังนั้นเพื่อก้าวข้ามการหดตัวต่อเนื่องในอนาคต การเร่งพัฒนาขึ้นเป็นฐานผลิตหลักของรถยนต์นั่งและปิกอัพ xEV ที่ตลาดกำลังต้องการเป็นสิ่งจำเป็น ขณะเดียวกันการพัฒนาลดต้นทุนการผลิตปิกอัพ ICE ให้พอแข่งขันกับจีนได้ รวมถึงการเร่งเพิ่มโอกาสส่งออกไปตลาดใหม่ก็เป็นสิ่งที่ควรทำควบคู่กันไป
เผยแพร่เมื่อ 2025 Dec 03
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ก่อนสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้า มีแนวโน้มการนำเข้าไมโครเวฟจากมาเลเซียลดลง ขณะที่การส่งออกไมโครเวฟจากไทยไปยังสหรัฐฯ ขยายตัวเล็กน้อย เนื่องจากราคานำเข้าเฉลี่ยจากไทยลดลง ในขณะเดียวกัน ราคานำเข้าจากมาเลเซียกลับปรับตัวสูงขึ้น มูลค่าการส่งออกไมโครเวฟของไทยไปยังสหรัฐฯ ในปี 2569 คาดว่าจะหดตัวราว 4% หลังจากภาษีทรัมป์มีผลบังคับใช้ตลอดทั้งปี
เผยแพร่เมื่อ 2025 Dec 01
แนวโน้มการส่งออกเม็ดพลาสติก PET ไทยปี 2568–2569 จะหดตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะลดลง -6.1% ในปี 2568 และ -6.8% ในปี 2569 จากแรงกดดันหลักสองด้าน ได้แก่ การเก็บภาษี reciprocal ของสหรัฐฯ ตั้งแต่ ก.ย. 2568 และการล้นตลาดจากซัพพลายจีนที่ส่งผลกระทบต่อเวียดนามซึ่งเป็นคู่ค้าหลัก ตลาดส่งออกหลักของไทยคือญี่ปุ่นและสหรัฐฯ รวมกันเกือบ 2 ใน 3 ของทั้งหมด โดยญี่ปุ่นมีสัดส่วนสูงสุดที่ 40% และสหรัฐฯ 23% ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ส่งผลให้ยอดส่งออกลดลงทันที 26% ในเดือนแรกที่เริ่มใช้ภาษี
เผยแพร่เมื่อ 2025 Nov 28
การส่งออกไทยเดือน ต.ค. 2568 ยังขยายตัว แต่มีอัตราชะลอลงที่ 5.7%YoY ใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ แม้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นแรงหนุนหลัก แต่การส่งออกไปสหรัฐฯ เริ่มได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ โดยสินค้าที่ถูกเก็บภาษี Reciprocal tariff 19% ส่งสัญญาณขยายตัวชะลอลง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการภาพรวมการส่งออกไทยขยายตัวที่ 11.0% ในปี 2568 โดยในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี การส่งออกไทยคาดว่าจะขยายตัวในอัตราชะลอลงตามผลกระทบจากภาษีทรัมป์ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับฐานที่สูงในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ในขณะที่การนำเข้ารวมคาดว่าขยายตัวอยู่ที่ 10.3% ในปี 2568 สำหรับปี 2569 การส่งออกไทยมีความเสี่ยงอาจเผชิญการหดตัวที่ -1.2% จากแรงกดดันของฐานที่สูงจากการเร่งส่งออก (Front load) ในปี 2568 รวมถึงผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 232 ที่มีแนวโน้มครอบคลุมสินค้ากว้างขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึง การฟื้นตัวของการส่งออกยังมีแนวโน้มจำกัดจากอุปสงค์โลกที่ชะลอตัวขณะที่ การนำเข้าในปี 2569 มีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงที่จะการหดตัวที่ -0.8% สอดคล้องกับการส่งออกที่ลดลง
เผยแพร่เมื่อ 2025 Nov 25
ส่งออกจีนเดือนต.ค.68 หดตัวที่ -1.1%YoY จาก 8.3%YoY ในเดือนก.ย.68 ได้รับปัจจัยกดดันจากผลการเร่งส่งออกที่เริ่มชะลอลง ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐฯ ยังหดตัว และการส่งออกไปประเทศอื่นๆ เริ่มชะลอการเติบโต การบรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนคาดลดแรงกดดันทางสงครามการค้าเพียงระยะสั้น แต่สงครามการค้ายังไม่สิ้นสุด ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า 2 เดือนที่เหลือของปี 2568 ส่งออกจีนไปสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มหดตัว ขณะที่การส่งออกรวมมีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากการเร่งส่งออกไปแล้วในช่วง 10 เดือนแรกของปี
เผยแพร่เมื่อ 2025 Nov 10
ปริมาณการนำเข้าเครื่องซักผ้าของสหรัฐฯ จากประเทศคู่ค้าลดลง โดยเฉพาะในช่วง เมษายน–กรกฎาคม 2568 สะท้อนผลกระทบจากมาตรการภาษี และแนวโน้มที่ผู้บริโภคหันมาเลือกซื้อเครื่องซักผ้าที่ผลิตภายในประเทศแทน มูลค่าการส่งออกเครื่องซักผ้าของไทยไปยังสหรัฐฯ ในปี 2568 คาดว่าจะหดตัวราว 6% จากแรงกดดันของมาตรการภาษีศุลกากรตอบแทน (Reciprocal Tariff) ที่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ช่วงต้นปี ส่งผลให้การนำเข้าเครื่องซักผ้าจากต่างประเทศหดตัวลง
เผยแพร่เมื่อ 2025 Nov 05
การส่งออกไทยเดือน ก.ย. 2568 ขยายตัวสูงกว่าคาดที่ 19.0%YoY โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์และทองคำเป็นสำคัญ ซึ่งหากหักการส่งออกสินค้าทั้ง 2 รายการดังกล่าว การส่งออกไทยเดือนก.ย.จะขยายตัวอยู่ที่ 4.9%YoY ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับประมาณการภาพรวมการส่งออกไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 11.0% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 5.7% ในปี 2568 จากตัวเลขการส่งออกในเดือนก.ย. ที่ออกมาดีกว่าคาด และมุมมองการส่งออกในไตรมาส 4/2568 ที่ปรับดีขึ้น เนื่องจากการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ที่คาดว่าจะยังเร่งตัวต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับประมาณการนำเข้าไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 10.3% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 5.0% ในปี 2568 จากการนำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่คาดว่าจะขยายตัวตามการส่งออก ทั้งนี้ การปรับเพิ่มประมาณการส่งออกและนำเข้าไม่ได้ส่งผลให้ดุลการค้าและดุลการชำระเงินเปลี่ยนแปลงมากนัก ขณะที่ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 ยังคงอยู่ที่ 1.8%
เผยแพร่เมื่อ 2025 Oct 27
ออสเตรเลียปรับเกณฑ์นำเข้ารถยนต์ใหม่คุมการปล่อยก๊าซ CO2 และความปลอดภัยระบบเบรก นำมาสู่ความต้องการรถยนต์ HEV&PHEV ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดี บางส่วนของรถยนต์ที่ผลิตจากไทยยังไม่พร้อม จึงทำให้การส่งออกรถยนต์ไทยไปออสเตรเลียหดตัว 16% ซึ่งมีผลต่อการส่งออกรวมปี 2568 ที่คาดเหลือ 9 แสนคัน จากที่ปกติทำได้มากกว่า 1 ล้านคัน เนื่องจากออสเตรเลียเป็นตลาดที่มีส่วนแบ่งถึง 28% ของไทย ในระยะข้างหน้า ต้องติดตามว่าโอกาสการลงทุนในไทยของค่ายรถเพื่อพัฒนารถยนต์ HEV&PHEV มาตรฐานสูงจะเป็นเช่นไร เนื่องจาก ปัจจุบันการแข่งขันในตลาดออสเตรเลียเพิ่มสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะรถยนต์จากจีน ท่ามกลางการควบคุมก๊าซ CO2 ที่เข้มงวดขึ้นทุกปี ขณะที่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นนักลงทุนหลักในไทยอาจจำเป็นต้องรักษากำลังการผลิตในประเทศตนเองมากขึ้นหลังโดนสหรัฐฯขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์
เผยแพร่เมื่อ 2025 Oct 14
การจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบแทน (Reciprocal Tariff) 19% ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากไทย คาดว่าจะเปิดโอกาสให้การส่งออกเครื่องปรับอากาศระบบ Self-contained จากไทย แข่งขันกับจีนได้มากขึ้น การเร่งส่งออกก่อนมาตรการภาษีมีผลบังคับใช้ ส่งผลให้มูลค่าส่งออกเครื่องปรับอากาศไทยไปสหรัฐฯ ปี 2568 มีแนวโน้มจะขยายตัว 36% YoY
ในเดือนก.ย.68 การส่งออกจีนเร่งตัวขึ้นอยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน เติบโตที่ 8.3%YoY ทั้งนี้ การนำเข้าของจีนเติบโตเร่งตัวขึ้นเช่นกันอยู่ที่ 7.4%YoY เดือนก.ย.68 จีนเกินดุลการค้าอยู่ที่ 90 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การส่งออกจีนในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 เติบโตดีกว่าคาดการณ์ ขณะที่ความตึงเครียดของสงครามการค้ารอบใหม่คาดไม่ทำให้อัตราภาษีที่สหรัฐฯ เก็บจากสินค้านำเข้าจีนกลับไปสูงกว่า 100% เหมือนในเดือน เม.ย.68 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าการส่งออกจากจีนไปสหรัฐฯ จะยังมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง แต่การส่งออกไปประเทศอื่นๆ เช่น อาเซียน และอียู จะช่วยบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน
ในปี 2024 ไทยติด Top 5 ผู้ส่งออกลูกฟุตบอลของโลก และเป็นอันดับ 2 ของอาเซียนรองจากเวียดนาม โดยมูลค่าการส่งออกลูกฟุตบอลไทยนั้นอยู่ที่ราว 2.9 พันล้านบาท ฟุตบอลโลกเป็นแรงหนุนสำคัญต่อยอดส่งออกลูกฟุตบอลทุก 4 ปี โดยคาดว่าการแข่งขันในปี 2026 จะช่วยหนุนให้การส่งออกลูกฟุตบอลไทย ขยายตัวถึง 9.8% ปัจจัยหนุนอุตสาหกรรมผลิตลูกฟุตบอลมีทั้ง ข้อได้เปรียบจากวัตถุดิบยางธรรมชาติ การผลิตที่ได้มาตรฐานสากล และกระแสฟุตบอลในประเทศที่เติบโต
เผยแพร่เมื่อ 2025 Oct 10
การจัดเก็บภาษีนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ไม้ของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 232 ที่ 25% อาจเพิ่มแรงกดดันต่อการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ของไทยมากขึ้น โดยกลุ่มตู้ในครัวและตู้ล้างหน้าในห้องน้ำคาดว่าจะยังแข่งขันได้ แต่ที่นั่งไม้มีเบาะหุ้มด้วยผ้าอาจเสี่ยงสูญเสียส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า มูลค่าการส่งออกเฟอร์นิเจอร์โดยรวมของไทยปี 2568 จะขยายตัว 9.3% จากปีก่อน ขณะที่ ในปี 2569 กลับมาหดตัว 4.5% จากผลของภาษีนำเข้ามีความชัดเจนมากขึ้น รวมถึงต้องเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นทั้งในตลาดสหรัฐฯ และตลาดส่งออกอื่นๆ
เผยแพร่เมื่อ 2025 Oct 09
เศรษฐกิจเวียดนามไตรมาสที่ 3/2025 เติบโตเร่งขึ้นจากการลงทุนภาครัฐ การใช้จ่ายในประเทศ และการส่งออก การส่งออกยังขยายตัวต่อเนื่อง แม้เผชิญภาษีสหรัฐฯ โดยมูลค่าส่งออกไตรมาสที่ 3 เติบโตที่ 18.4%YoY ทั้งปี 2025 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าเศรษฐกิจเวียดนามมีแนวโน้มเติบโตดีกว่าคาดการณ์เดิมมาอยู่ที่ 7.5% จาก 6.7% จากตัวเลขเศรษฐกิจเวียดนามในไตรมาสที่ 3 ที่ดีกว่าคาดมาก ซึ่งเป็นผลจากการเร่งตัวขึ้นของการลงทุนภาครัฐ และการส่งออกไปสหรัฐฯที่ดีกว่าคาด
เผยแพร่เมื่อ 2025 Oct 07
การจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบแทน (Reciprocal Tariff) 19% ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากไทย คาดว่าจะกดดันการส่งออกตู้เย็นและตู้แช่แข็งบางประเภท ในขณะที่ บางรุ่นยังแข่งขันได้ แต่โดยรวมผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น ตู้เย็นและตู้แช่แข็งที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ราว 38% เผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากการถูกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงขึ้น ส่งผลให้มูลค่าส่งออกในปี 2568 มีแนวโน้มจะหดตัว 2.1% YoY
เผยแพร่เมื่อ 2025 Oct 02
การส่งออกไทยเดือนส.ค. 2568 ขยายตัวชะลอลงตามคาด อยู่ที่ 5.8%YoY เนื่องจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวชะลอลงหลังมีการเร่งส่งออกไปค่อนข้างมากในช่วงก่อนหน้า และการส่งออกสินค้าเกษตรที่หดตัว ถึงแม้ว่าการส่งออกไทยในช่วง 8 เดือนแรกของปีขยายตัวอยู่ที่ 13.3%YoY แต่ช่วงที่เหลือของปีคาดว่าจะหดตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยทั้งปี 2568 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคงประมาณการภาพรวมการส่งออกไทยขยายตัวอยู่ที่ 5.7% นอกจากนี้ ยังต้องติดตามผลการพิจารณาของศาลฎีกาของสหรัฐฯ ซึ่งหากศาลตัดสินว่าประนาธิบดีทรัมป์ฯ ใช้อำนาจในการขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้กฎหมาย IEEPA เกินขอบเขต อาจส่งผลให้การปรับขึ้นภาษี Reciprocal tariffs ถูกยกเลิก
เผยแพร่เมื่อ 2025 Sep 24
อินเดียเร่งส่งออกก่อนสหรัฐฯ ปรับภาษีเป็น 50% แม้ค่าเงินรูปีอ่อนค่าช่วยหนุนระยะสั้น แต่เสี่ยงกดดันเงินเฟ้อและเสถียรภาพ โดยปี 2025 ผลกระทบยังจำกัด ทว่าแรงกดดันจะชัดเจนในปี 2026 จากสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐฯ ที่สูงถึง 18% ของทั้งหมด โดยทุกการส่งออกไปสหรัฐฯ ที่ลดลง 1% จะฉุด GDP อินเดียราว 0.02% ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ต่ออินเดียเป็นสัญญาณการจัดขั้วเศรษฐกิจโลกใหม่ที่ไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แม้จะเปิดโอกาสให้ไทยใช้จุดได้เปรียบด้านภาษีช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดสหรัฐฯ ในสินค้าที่มีศักยภาพอยู่แล้ว แต่ก็ต้องเตรียมพร้อมรับแรงกดดันจากการที่สินค้าอินเดียอาจไหลเข้ามาแข่งขันในตลาดอาเซียนมากขึ้น
เผยแพร่เมื่อ 2025 Sep 19
เดือน ส.ค.68 การส่งออกจีนมายังประเทศในอาเซียนยังเติบโตดีที่ 22.5%YoY หนุนให้การส่งออกจีนยังขยายตัวอยู่ที่ 4.4%YoY อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการส่งออกเติบโตในอัตราที่ชะลอลง เนื่องจากการส่งออกจีนไปสหรัฐฯ ยังหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 อยู่ที่ -33.1% ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกจีนเติบโตได้ที่ 5.9%YoY ได้รับปัจจัยหนุนจากการส่งออกมาอาเซียนที่ขยายตัวดี ในระยะข้างหน้าคาดจีนยังมีแนวโน้มส่งออกมาอาเซียนเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงที่สินค้าจีนจะทะลักเข้าไทยยังมีแนวโน้มสูงขึ้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าช่วงที่เหลือของปี 2568 การส่งออกจีนยังมีแนวโน้มเติบโตชะลอลง จากความไม่แน่นอนของสงครามการค้า การส่งออกจากจีนไปสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มหดตัว และการเรียกเก็บอัตราภาษีสวมสิทธิ์ในอัตรา 40%
เผยแพร่เมื่อ 2025 Sep 08
การปิดด่านมีผลกระทบต่อการค้าไทย-เมียนมาอย่างมาก เพราะ 82.5% ของการค้าระหว่างไทย-และเมียนมาเกิดขึ้นที่ชายแดน อีกทั้ง แม่สอดคือด่านส่งออกที่สำคัญที่สุดของไทยไปเมียนมาคิดเป็นสัดส่วน 58.1% ของมูลค่าส่งออกชายแดนไทย-เมียนมา ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า หากปิดด่านแม่สอด-เมียวดี ไทยจะสูญเสียรายได้จากการส่งออก 5,600 ล้านบาทต่อเดือน หรือคิดเป็นราว 4.8% ของการส่งออกชายแดนไทย-เมียนมา แต่หากสถานการณ์ขยายไปยังด่านชายแดนอื่น ๆ ทั้งหมด ผลกระทบจะเพิ่มขึ้นเป็น 9,700 ล้านบาทต่อเดือน หรือคิดเป็นราว 8.2% ของการส่งออกชายแดนไทย-เมียนมา ในระยะต่อไป เหตุการณ์นี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแนวโน้มการค้าชายแดนไทย-เมียนมา เพราะสะท้อนถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ให้น้ำหนักกับเส้นทางการค้าหลักเพียงจุดเดียว
เผยแพร่เมื่อ 2025 Aug 27
การส่งออกไทยเดือน ก.ค. 2568 ขยายตัวในระดับสูงที่ 11.0%YoY โดยเป็นผลจากการเร่งส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และการส่งออกทุเรียนสดไปจีนที่เข้ามาช่วยหนุนจากปัจจัยฐานที่ต่ำ แม้สหรัฐฯ จะเตรียมบังคับใช้ Reciprocal tariff ในเดือนส.ค. แต่การส่งออกไปสหรัฐฯ เดือน ก.ค. 2568 ยังขยายตัวได้ดี จากการเร่งส่งออกโดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ก่อนมีมาตรการภาษีเพิ่มเติมจาก section 232 และ transshipments ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงมุมมองว่าครึ่งปีหลังการส่งออกไทยจะเผชิญการหดตัว และทั้งปียังคงประมาณไว้ที่ 3.4% อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ที่ผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะล่าช้าออกไป ขึ้นอยู่กับความชัดเจนของมาตรการภาษีสหรัฐฯ เพิ่มเติม ในระยะข้างหน้า
เผยแพร่เมื่อ 2025 Aug 25
การใช้งานเว็บไซต์ต่อถือว่าคุณยอมรับนโยบายคุกกี้ของเรา
คุณสามารถเลือกประเภทของคุกกี้ที่ต้องการให้เราใช้ได้