ในเดือน ส.ค.68 การส่งออกจีนมายังประเทศในอาเซียนยังเติบโตดีที่ 22.5%YoY จาก 16.6%YoY ในเดือนก.ค.68 หนุนให้การส่งออกจีนยังขยายตัวอยู่ที่ 4.4%YoY อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการส่งออกเติบโตในอัตราที่ชะลอลงจากเดือนก.ค. 68 เนื่องจากการส่งออกจีนไปสหรัฐฯ ยังหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 อยู่ที่ -33.1% แม้สหรัฐฯ และจีนจะตกลงขยายระยะเวลาในการยกเว้นภาษีตอบโต้ระหว่างกันไปจนถึงวันที่ 10 พ.ย.68 แต่อัตราภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากจีนยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่การนำเข้าเติบโตชะลอลงจากเดือนก่อนอยู่ที่ 1.3% YoY ส่งผลให้จีนเกินดุลการค้าเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 102 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกจีนเติบโตได้ที่ 5.9%YoY ได้รับปัจจัยหนุนจากการส่งออกมาอาเซียนที่ขยายตัวดีที่ 14.6%YoY นำโดยการส่งออกมาไทย (+22.9%YoY) ตามด้วยเวียดนาม (+22.1%YoY) ในระยะข้างหน้าคาดจีนยังมีแนวโน้มส่งออกมาอาเซียนเพิ่มขึ้น หลังอัตราภาษี Reciprocal tariffs ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากประเทศในอาเซียน เช่น เวียดนาม (20%) และไทย (19%) ยังต่ำกว่าที่สหรัฐฯ เก็บจากจีน ดังนั้น ความเสี่ยงที่สินค้าจีนจะทะลักเข้าไทยยังมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะในสินค้าบางกลุ่ม เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น เมื่อพิจารณา 7 เดือนแรกของปีพบว่าการส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าจากจีนมาไทยขยายตัวสูงที่ 36.5%YoY
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าช่วงที่เหลือของปี 2568 การส่งออกจีนยังมีแนวโน้มเติบโตชะลอลง โดยล่าสุดตัวเลขยอดคำสั่งซื้อเพื่อการส่งออก (PMI - new export order) ที่สะท้อนถึงยอดการส่งออกของจีนยังอยู่ต่ำกว่าระดับขยายตัว นอกจากนี้ การส่งออกของจีนยังเผชิญความเสี่ยงอีกหลายประการ ดังนี้
- ความไม่แน่นอนจากสงครามการค้ายังคงมีอยู่ แม้สหรัฐฯ และจีนจะตกลงขยายเวลาระงับอัตราภาษีตอบโต้ระหว่างกัน โดยล่าสุดทรัมป์ระบุว่าจะขึ้นภาษีจีนอีก 200% หากจีนจำกัดการส่งออกแม่เหล็กหายากให้สหรัฐฯ ทั้งนี้ โอกาสที่ภาษีจะกลับไปสูงกว่า 100% คาดไม่เกิดขึ้น
- แม้สหรัฐฯ และจีนจะบรรลุข้อตกลงทางการค้าแต่อัตราภาษีปัจจุบันที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากสินค้านำเข้าจีนยังอยู่ในระดับสูงที่ 57.6% ส่งผลให้การส่งออกจากจีนไปสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มหดตัว
- การเรียกเก็บอัตราภาษีสวมสิทธิ์ (Transshipped) ที่จะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 40%
Disclaimer
รายงานวิจัยนี้จัดทำโดย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) เพื่อเผยแพร่เป็นการทั่วไป โดยอาศัยแหล่งข้อมูลสาธารณะ หรือ ข้อมูลที่เชื่อว่ามีความน่าเชื่อถือที่ปรากฏขณะจัดทำ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละขณะเวลา ทั้งนี้ KResearch มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ ความเหมาะสม ความครบถ้วนสมบูรณ์ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้ชวน เสนอแนะ ให้คำแนะนำ หรือจูงใจในการตัดสินใจเพื่อดำเนินการใดๆ แต่อย่างใด ดังนั้น ท่านควรศึกษาข้อมูลด้วยความระมัดระวังและใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจใดๆ KResearch จะไม่รับผิดในความเสียหายใดที่เกิดขึ้นจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว
ข้อมูลใดๆ ที่ปรากฎในรายงานวิจัยนี้ถือเป็นทรัพย์สินของ KResearch และ/หรือบุคคลที่สาม (แล้วแต่กรณี) การนำข้อมูลดังกล่าว (ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน) ไปใช้ต้องแสดงข้อความถึงสิทธิความเป็นเจ้าของแก่ KResearch และ/หรือบุคคลที่สาม (แล้วแต่กรณี) หรือแหล่งที่มาของข้อมูลนั้นๆ ทั้งนี้ ท่านจะไม่ทำซ้ำ ปรับปรุง ดัดแปลง แก้ไข ส่งต่อ เผยแพร่ หรือกระทำในลักษณะใดๆ เพื่อวัตถุประสงค์ในทางการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาตล่วงหน้า เป็นลายลักษณ์อักษรจาก KResearch และ/หรือบุคคลที่สาม (แล้วแต่กรณี)