Narrative Banner

แนวโน้มธุรกิจถ่านหินไทย

รินรดา อัมพรสิทธิกูล

  • ในปี 2567 อุปสงค์ถ่านหินโลก คาดว่าจะเติบโต 0.4% ชะลอตัวจาก 2.6% ในปีที่ผ่านมา จากความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นในอินเดียแต่ชะลอตัวลงในจีน โดยการเติบโตผลักดันให้จำนวนการจำหน่ายถ่านหินจากบริษัทไทยในตลาดต่างประเทศมีโอกาสขยายตัว 1.7% อย่างไรก็ตาม แนวโน้มราคาถ่านหินที่ลดลงจากภาวะการชะลอตัวของอุปสงค์ถ่านหินโลกและการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด ยังคงส่งผลกดดันต่อธุรกิจถ่านหินไทย

  • การใช้ถ่านหินในประเทศปี 2567 คาดว่าจะหดตัวราว 6.3% โดยความต้องการถ่านหินในภาคอุตสาหกรรมคาดว่าจะหดตัวราว 25% ตามกระแสรักษ์โลกและกิจกรรมการผลิตที่ลดลง ทว่ายังได้รับแรงพยุงจากภาคการผลิตไฟฟ้าที่จะขยายตัวราว 4.5% ตามการใช้ถ่านหินที่เพิ่มขึ้นเพื่อลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า

ธุรกิจถ่านหินไทยในต่างประเทศ

การจำหน่ายถ่านหินกว่า 65% ของผู้ประกอบการไทยเป็นการจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ โดยประมาณ 80% ของถ่านหินมาจากเหมืองในประเทศอินโดนีเซีย และมีคู่ค้าหลักเป็นประเทศจีนและอินเดีย ซึ่งประเภทถ่านหินจัดจำหน่ายส่วนมากเป็นถ่านหินที่ให้พลังงานความร้อนไม่เกิน 6,100 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัม

อุปสงค์ถ่านหินโลก

ในปี 2567 คาดว่า อุปสงค์ถ่านหินโลกจะเติบโต 0.4% ชะลอตัวจากที่เติบโต 2.6% ในปีก่อนหน้า โดยอุปสงค์เติบโตชะลอเหลือเพียง 0.45% ในจีน และขยายตัวราว 6.3% ในอินเดีย 

ความต้องการถ่านหินในจีนซึ่งมีสัดส่วนกว่า 56% ของอุปสงค์ถ่านหินโลก ลดลงจากการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำที่ฟื้นตัว หลังปรากฏการณ์เอลนีโญที่ก่อให้เกิดภาวะภัยแล้งจบลง และเปลี่ยนผ่านสู่ปรากฏการณ์ลานีญา ซึ่งทำให้มีปริมาณน้ำมากในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 ประกอบกับความต้องการถ่านหินใน EU ที่ลดลงจากกระแสรักษ์โลกและการเก็บภาษีคาร์บอน ส่งผลให้ EU หันมาใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นกว่า 13% จากปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ความต้องการใช้ถ่านหินในอินเดียยังคงสูง โดยมีสัดส่วนเกือบ 50% ของการผลิตพลังงานในประเทศ จากความต้องการไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต

อุปทานถ่านหินโลก

ในปี 2567 คาดว่า อุปทานถ่านหินโลกจะปรับตัวลดลงเล็กน้อยราว 0.35% เป็นผลมาจากการผลิตถ่านหินที่ลดลงกว่า 2% ในจีน แต่ก็ยังได้รับแรงพยุงจากการผลิตที่เพิ่มขึ้นประมาณ 11.6% ในอินเดียและ 2.9% ในอินโดนีเซีย

การผลิตถ่านหินในจีนมีแนวโน้มลดลงจากมาตรการตรวจสอบความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้นในเหมืองถ่านหินที่มณฑลซานซี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตถ่านหินใหญ่ที่สุดของจีน ครองส่วนแบ่งราว 1 ใน 3 ของภาคการผลิตถ่านหินในจีน ส่งผลกระทบต่อทิศทางอุปทานถ่านหินโลกเป็นอย่างมาก เนื่องจากปริมาณการผลิตในจีนมีส่วนแบ่งกว่า 51% ของการผลิตถ่านหินโลก 

อย่างไรก็ดี การผลิตถ่านหินในอินเดียและอินโดนีเซีย ซึ่งครองส่วนแบ่งรวมกัน 20% ของอุปทานถ่านหินโลก ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศ และความต้องการถ่านหินในตลาดโลกที่ขยายตัว ส่งผลให้อุปทานโดยรวมของถ่านหินโลกหดตัวเพียงเล็กน้อยในปีนี้

การจัดจำหน่ายถ่านหินของธุรกิจไทยในตลาดต่างประเทศ

ในปี 2567 คาดว่า จำนวนถ่านหินจัดจำหน่ายของผู้ประกอบการไทยในตลาดต่างประเทศมีแนวโน้มเติบโตเพียง 1.7% หรือเพิ่มขึ้น 4.43 แสนตันจากปีก่อน สอดคล้องกับทิศทางอุปสงค์ตลาดโลก

ราคาถ่านหินมีแนวโน้มลงลงต่อเนื่อง แม้ว่าปริมาณการจำหน่ายถ่านหินในปีนี้จะเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน ราคาถ่านหินอินโดนีเซียลดลงแล้วกว่า 49% สอดคล้องกับทิศทางราคาถ่านหินในออสเตรเลียที่ลดลงไปราว 30% จากภาวะเศรษฐกิจและอุปสงค์ถ่านหินโลกที่ชะลอตัว รวมถึงกระแสรักษ์โลกและการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด ซึ่งจะส่งผลกดดันราคาและผลประกอบการของธุรกิจถ่านหินในระยะยาว

นอกจากนี้ การจัดจำหน่ายถ่านหินจากอินโดนีเซียไปยังตลาดจีน กำลังเผชิญการแข่งขันกับถ่านหินจากออสเตรเลียที่กลับมาส่งออกไปจีนมากขึ้น หลังจีนยกเลิกมาตรการห้ามนำเข้าถ่านหินจากออสเตรเลียในปีที่ผ่านมา โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2567 ออสเตรเลียได้ส่งออกถ่านหินไปยังจีนเพิ่มขึ้นเกือบ 30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า  

ตลาดถ่านหินในประเทศไทย

อุปสงค์ถ่านหินในประเทศปี 2567 มีแนวโน้มหดตัวราว 6.3% แม้ความต้องการในภาคการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นราว 4.5% แต่ความต้องการในภาคอุตสาหกรรมลดลงแรงกว่า 25%

ตลาดถ่านหินภาคการผลิตไฟฟ้า

ในปี 2567 คาดว่า อุปสงค์ถ่านหินในภาคการผลิตไฟฟ้าของไทยมีแนวโน้มขยายตัว โดยใช้ถ่านหินเพิ่มขึ้นเพื่อลดต้นทุนการผลิต ภายใต้ความต้องการไฟฟ้าที่เติบโต

ความต้องการถ่านหินในภาคการผลิตไฟฟ้าของไทยมีทิศทางเพิ่มสูงขึ้น ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าที่คาดว่าจะขยายตัวราว 5.6% จากปีก่อนหน้า เนื่องจากเชื้อเพลิงถ่านหินมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 2.12 บาทต่อหน่วย ต่ำกว่าก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าหลักราว 46% ทั้งนี้ ในปี 2567 คาดว่า สัดส่วนการใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 13.9% จากที่อยู่ราว 13.6% ในปีก่อนหน้า 

ตลาดถ่านหินภาคอุตสาหกรรม

อุปสงค์ถ่านหินภาคอุตสาหกรรมไทยในปี 2567 หดตัวตามการลดลงของกิจกรรมการผลิต และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น

ภาพรวมความต้องการถ่านหินที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 ลดลงแล้วกว่า 23% ความต้องการในอุตสาหกรรมที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตความร้อนมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมผลิตปูนซีเมนต์ ซึ่งมีสัดส่วนการใช้ถ่านหินในกระบวนการผลิตมากที่สุดถึง 60% ของอุปสงค์ถ่านหินโดยรวมในภาคอุตสาหกรรม โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2567 ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมของการผลิตปูนซีเมนต์ลดลงราว 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีแนวโน้มลดลงอีกในช่วงที่เหลือของปี

นอกจากนี้กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของ EU ก็มีส่วนผลักดันให้ผู้ผลิตสินค้าส่งออกหันมาใช้พลังงานสะอาดทดแทนถ่านหินมากขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์

ความเสี่ยงของอุตสาหกรรมถ่านหินไทย

ตลาดในประเทศ
  • ความต้องการใช้ถ่านหินในไทยมีแนวโน้มลดลงจากร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าในระยะยาวของไทย (PDP 2024) ที่มุ่งเน้นการใช้พลังงานทดแทน โดยมีแผนการลดปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเหลือเพียง 7% ของปริมาณการผลิตไฟฟ้าในปี 2580 จากที่อยู่ราว 14% ในปี 2567 ในขณะเดียวกัน สัดส่วนพลังงานสะอาดจะเพิ่มขึ้นเป็น 51% จากปัจจุบันที่ 22% 

  • ภาคอุตสาหกรรมไทยมีแนวโน้มใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงพลังงานลดลง เนื่องจากพ.ร.บ. Climate Change และกฎระเบียบการค้าโลกด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการส่งออกไปยัง EU ซึ่งมีการใช้มาตรการ CBAM ที่มีผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดในการผลิต (Low carbon cement) 

ตลาดต่างประเทศ
  • ความต้องการถ่านหินในตลาดโลกมีทิศทางปรับตัวลดลงจากกระแสรักษ์โลก โดยเฉพาะคู่ค้าหลักอย่างจีน ที่หันไปพึ่งพาพลังงานทดแทนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งภายในปี 2603 จีนตั้งเป้าหมายเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดโดยเฉพาะพลังงานลมและแสงอาทิตย์ ให้มีสัดส่วน 80% ของการผลิตพลังงานทั้งหมด ในขณะที่ลดจำนวนการใช้ถ่านหินเหลือเพียง 5%  

  • อินเดียมีนโยบายหันมาพึ่งพาถ่านหินที่ผลิตในประเทศตนเองมากขึ้น โดยมีการตั้งเป้าว่า ภายในปี 2573 จะเพิ่มกำลังการผลิตถ่านหินจากภายในประเทศเป็น 1,522 ล้านตัน เพิ่มขึ้นกว่า 70% ของปริมาณที่ผลิตได้ในปัจจุบัน ซึ่งจะส่งผลทำให้การนำเข้าถ่านหินของอินเดียจากต่างประเทศมีแนวโน้มลดลงในระยะยาว

มูลค่าการส่งออก IC คาดเติบโต 22% ในปี 2026 แรงหนุนหลักมาจากการขยายตัวของ AI และ Data Center

รินรดา อัมพรสิทธิกูล

การประชุม กนง. 25 ก.พ. 69 มติไม่เป็นเอกฉันท์ลดดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ 1.00%

ลลิตา เธียรประสิทธิ์

ราคาเอทิลีนในปี 2569 คาดหดตัว 6.4% จากภาวะอุปทานส่วนเกิน

ณัฐนรี จิรัปปภา

1 ปี ภาษีทรัมป์ สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าสินค้าเพิ่มขึ้น ขาดดุลกับไทยมากขึ้น และเป็นอันดับ 7 ในปี 2025

เกวลิน หวังพิชญสุข

การเผาพื้นที่เกษตรไทยต้นปี 2569 มีแนวโน้มชะลอลง จากการรวมศูนย์คำสั่งและใช้ดาวเทียมตรวจเรียลไทม์ทั่วประเทศ

นราพร สังสะนา

หลังศาลสูงสหรัฐสั่งยกเลิกใช้ IEEPA จัดเก็บภาษี คาดยังเห็นการส่งออกจีนผ่านประเทศที่ 3

จิรดา ภักดิ์วิไลเกียรติ

เงินรูเปียห์อ่อนค่ายังเป็นแรงกดดันสำคัญ BI คงดอกเบี้ยที่ 4.75%

ทัศน์วรรณ ขาวอุปถัมภ์

Video

ภาพปกวิดีโอจาก YouTube