Narrative Banner

การปล่อย CO₂ ปี 2024 เพิ่มขึ้น 0.8% จากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

จักรี พิศาลพฤกษ์

  • ​การปล่อย CO₂ ทั่วโลกในปี 2024 ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุหลักจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ได้แก่ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ที่ส่งผลให้ปริมาณ CO₂ แตะระดับสูงสุดที่ 3.74 หมื่นล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.8% จากปีก่อนหน้า ในขณะที่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ทั่วโลกต้องลดการปล่อย CO₂ เฉลี่ย 3.9% ต่อปี

  • การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินอยู่ในระดับสูง (Land-Use Emission) เป็นอีกหนึ่งแหล่งที่มาของการปล่อย CO₂ โลก โดยเฉพาะจากการทำฟาร์มปศุสัตว์ การปลูกถั่วเหลือง และปาล์มน้ำมัน ในบราซิล อินโดนีเซีย และคองโก อย่างไรก็ตาม นโยบายใหม่ เช่น EU Deforestation Regulation (EUDR) และผลจากการประชุม COP30 อาจช่วยลดการปล่อย CO₂ จากแหล่งนี้ในอนาคต

  • การดูดกลับ CO₂ ที่แย่ลงจากสภาวะเอลนีโญและไฟป่ามีผลทำให้ความเข้มข้น CO₂ ในบรรยากาศเพิ่มขึ้น สวนทางกับความพยายามลดการปล่อย CO₂ ในหลายประเทศ ในขณะที่ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น นโยบายด้านพลังงานของสหรัฐฯ และการถอนตัวของธนาคารใหญ่จาก Net Zero Banking Alliance (NZBA) อาจกระทบต่อทิศทางการลดก๊าซเรือนกระจกของโลกได้ในระยะสั้น

ในปี 2024 ที่ผ่านมา การปล่อย CO₂ ทั่วโลกยังคงเพิ่มขึ้น อยู่ที่ระดับ 4.16 หมื่นล้านตัน  โดยมีที่มาจาก 
  1. ปริมาณการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน ถ่านหิน และ 
  2. การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากที่ดิน (Land-Use Emission) เป็นสำคัญ
ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันปิโตรเลียม ต้นเหตุหลักการปล่อย CO₂ โลก

เชื้อเพลิงฟอสซิลมีผลต่อการปล่อย CO₂ มากที่สุด โดยในปี 2024 การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกปล่อย CO₂ รวม 3.74 หมื่นล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.8% จากปีก่อน ถึงแม้อัตราการขยายตัวจะชะลอลงเมื่อเทียบกับทศวรรษที่ผ่านมา แต่ปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันปิโตรเลียมที่ขยายตัว 2.4% และ 0.9% ตามลำดับ ทำให้ปริมาณการปล่อย CO₂ แตะระดับสูงสุด

การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากที่ดินเป็นอีกปัจจัยหลักของการปล่อย CO₂

การปล่อย CO₂ จากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จากที่ดิน (Land-Use Emission) ยังคงอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ที่ 4.2 พันล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 0.5 พันล้านตัน แต่ถือว่าลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (-20%) โดยเป็นผลจากการชะลออัตราการตัดไม้ทำลายป่า การปลูกป่าใหม่ และการปลูกป่าทดแทน

บราซิล อินโดนีเซีย และคองโก เป็น 3 ประเทศที่ปล่อย Land-Use Emission มากที่สุด โดยมีสาเหตุจากการตัดไม้เพื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ทำฟาร์มปศุสัตว์ ปลูกถั่วเหลือง และปลูกปาล์มน้ำมัน อย่างไรก็ดี การควบคุมการตัดไม้ผิดกฎหมาย นโยบายการอนุรักษ์ป่า และการลดการพึ่งพาการเผาป่าใหม่เพื่อทำเกษตรกรรม ทำให้ปริมาณการปล่อย CO₂ ลดลงแล้วเมื่อเทียบกับอดีต

ปลายปีน่าจะเห็นทิศทางการผลักดันการลดการปล่อย CO₂ จาก Land-Use มากขึ้น โดยเฉพาะจากมาตรการ EU Deforestation Regulation (EUDR) ที่จะเริ่มบังคับใช้ปลายปี และผลที่จะเกิดจากการประชุม COP30 ที่จะจัดขึ้นช่วงปลายปีนี้ น่าจะมีส่วนช่วยอย่างมากในการผลักดันการลดการปล่อย CO₂ และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ผ่านการปรับปรุงแผนการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDCs) โดยเฉพาะจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งเจ้าภาพบราซิลเป็นหนี่งในประเทศที่ปล่อย CO₂ จากแหล่งดังกล่าวมากที่สุดและได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุดประเทศหนึ่งเช่นกัน

CO₂ ในบรรยากาศเข้มข้นขึ้นมีส่วนจากทั้งการปล่อยมากขึ้น และการดูดกลับที่แย่ลง

การดูดกลับคาร์บอนที่ไม่มากพอ ร่วมกับการปล่อย CO₂ ที่มากขึ้น และปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ยิ่งทำให้ความเข้มข้นของ CO₂ ในบรรยากาศมากขึ้น โดยอยู่ในระดับ 424.6 ส่วนในล้านส่วน (ppm) ในปี 2024 เพิ่มขึ้น 3.5 ppm จากปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 52% จากระดับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (280 ppm ในปี 1750)

นอกจากนี้ สภาวะเอลนีโญก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ CO₂ คงเหลืออยู่ในบรรยากาศสูงมาก นอกเหนือจากปริมาณป่าไม้ที่ลดลง โดยเอลนีโญเป็นทั้งต้นเหตุของปัญหา ได้แก่ การเกิดไฟป่ารุนแรงในอเมริกาใต้และแคนาดาที่มีสาเหตุมาจากภัยแล้งที่ยาวนานจากสภาวะเอลนีโญ และยังเป็นต้นเหตุของความสามารถในการดูดกลับ CO₂ ออกจากบรรยากาศแย่ลงอีกด้วย จากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิของดินและมหาสมุทรโดยเฉลี่ยที่ทำให้การดูดซับ CO₂ เกิดขึ้นได้น้อยลง ซึ่งส่งผลให้ปริมาณการปล่อย CO₂ ไม่ลดลง ถึงแม้จะมีการดำเนินมาตรการมากมาย   

ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างประเทศและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็นสิ่งสำคัญเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีความพยายามจากหลายประเทศในการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่การปล่อย CO₂ ทั่วโลกยังคงเพิ่มขึ้น ซึ่งการใช้พลังงานหมุนเวียนยังไม่สามารถชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ผ่านมาได้

เพื่อลดโลกร้อน การปล่อย CO₂ ต้องลดลงเฉลี่ย 3.9% ต่อปี จนถึงปี 2050 เพื่อบรรลุ Net Zero โดยมีหลายมาตรการระหว่างประเทศที่พยายามช่วยลดผลกระทบดังกล่าว เช่น กฎหมายปราศจากการทำลายป่า (EUDR) มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของ (CBAM) ของสหภาพยุโรป เป็นต้น

สหรัฐฯ และปัญหา Geopolitics อาจเป็นอีกตัวการทำให้การปล่อย CO₂ โลกสูงขึ้น

การไม่ให้ความสำคัญต่อการลด CO₂ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีแนวโน้มที่จะทำให้การปล่อย CO₂ โลกสูงขึ้นอีก ถึงแม้จะมีความพยายามจากประเทศอื่นๆ มาช่วยอาจจะไม่เพียงพออิทธิพลของการสนับสนุนอุตสาหกรรมฟอสซิล การลดกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม การขัดขวางข้อตกลงด้านสภาพอากาศของสหรัฐฯ ต่อประเทศอื่นๆ ที่กำลังพยายามลด CO₂ ให้หันไปใช้พลังงานฟอสซิลอีกครั้ง

ในปี 2024 ยังเห็นภาพของการลดความสำคัญต่อการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมจากภาคการเงินในสหรัฐฯ จากการถอนตัวจาก Net Zero Banking Alliance (NZBA)  ซึ่งเป็นพันธมิตรระดับโลกที่มุ่งมั่นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยเป็นผลจากอิทธิพลทางการเมืองและนโยบายรัฐบาลสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน บริษัทน้ำมันรายใหญ่ก็มีการปรับกลยุทธ์โดยเพิ่มการลงทุนในธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แทนที่จะเดินหน้าลงทุนในพลังงานสะอาดอย่างเต็มที่เช่นกัน เช่น การลดงบประมาณประจำปีสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Net Zero จาก 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือสูงสุด 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ของ BP  รวมถึงการขยายการผลิตน้ำมันของ ExxonMobil และ Chevron ก่อนหน้านี้

ในระดับประเทศ ประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) อาจทำให้หลายประเทศยุติการให้ความร่วมมือต่อความสำคัญกับการลด CO₂ ได้ในระยะสั้น โดยอาจเกิดการชะลอการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด และหันกลับไปใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้น เพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานหรือลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าเนื่องจากปัจจัยทางการเมืองและเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี การเร่งลงทุนในพลังงานสะอาด การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานใหม่ กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นในหลายประเทศ เช่น EUDR CBAM รวมถึงเป้าหมายการเป็น Net Zero ระดับองค์กร และระดับประเทศ จะมีส่วนทำให้ CO₂ จะลดลงได้ในระยะยาว

ภาพปกวิดีโอจาก YouTube

มูลค่าการส่งออก IC คาดเติบโต 22% ในปี 2026 แรงหนุนหลักมาจากการขยายตัวของ AI และ Data Center

รินรดา อัมพรสิทธิกูล

การประชุม กนง. 25 ก.พ. 69 มติไม่เป็นเอกฉันท์ลดดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ 1.00%

ลลิตา เธียรประสิทธิ์

ราคาเอทิลีนในปี 2569 คาดหดตัว 6.4% จากภาวะอุปทานส่วนเกิน

ณัฐนรี จิรัปปภา

1 ปี ภาษีทรัมป์ สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าสินค้าเพิ่มขึ้น ขาดดุลกับไทยมากขึ้น และเป็นอันดับ 7 ในปี 2025

เกวลิน หวังพิชญสุข

การเผาพื้นที่เกษตรไทยต้นปี 2569 มีแนวโน้มชะลอลง จากการรวมศูนย์คำสั่งและใช้ดาวเทียมตรวจเรียลไทม์ทั่วประเทศ

นราพร สังสะนา

หลังศาลสูงสหรัฐสั่งยกเลิกใช้ IEEPA จัดเก็บภาษี คาดยังเห็นการส่งออกจีนผ่านประเทศที่ 3

จิรดา ภักดิ์วิไลเกียรติ

เงินรูเปียห์อ่อนค่ายังเป็นแรงกดดันสำคัญ BI คงดอกเบี้ยที่ 4.75%

ทัศน์วรรณ ขาวอุปถัมภ์

Video

ภาพปกวิดีโอจาก YouTube