แม้ทางการจีนจะทยอยออกมาตรการเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ แต่มูลค่าเงินลงทุนจากต่างชาติสุทธิ (Net FDI) ปี 2567 ยังคงลดลงอยู่ที่ -168 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเงินลงทุนของบริษัทในจีน (Outboud FDI) ไหลออกจากประเทศเพิ่มขึ้น และเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (Inboud FDI) ไหลเข้าจีนลดลงถึง 90%YoY ซึ่งคาดว่าเกิดจาก 4 ประเด็นหลัก ดังนี้
- ทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่ชะลอลง ส่งผลกระทบต่อกำไรภาคอุตสาหกรรมของจีน นอกจากนี้ บริษัทต่างชาติหลายแห่งลดการขยายกิจการในประเทศจีน
- ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ในปี 2567 ทางสหรัฐฯ ได้ออกคำสั่งแบนบริษัทจีนโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีจึงส่งผลกระทบแก่การดำเนินธุรกิจของบริษัทต่างชาติในจีน เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวกับการถ่ายโอนข้อมูล
- บริษัทรถยนต์ต่างชาติทยอยลดการลงทุนในจีน เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์จากจีน และการแข่งขันที่รุนแรงของค่ายรถยนต์ไฟฟ้าในจีน โดยตัวเลขการลงทุนจากต่างชาติในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการขนส่งปี 2566 ลดลงกว่าครึ่งหนึ่งจากปี 2565
- ส่วนต่างดอกเบี้ยของจีน และประเทศอื่น ๆ เช่นสหรัฐฯ ที่กว้างขึ้น ส่งผลให้บริษัทต่างชาติในจีนนำเงินที่ได้จากการลงทุนกลับประเทศเพื่อนำไปลงทุนในประเทศที่อัตราผลตอบแทนสูงกว่า
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าปี 2568 เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติจะยังมีแนวโน้มไหลออกจากจีนต่อเนื่อง หลังความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ล่าสุดผลสำรวจของ Japanese Chamber of Commerce and Industry ในจีนระบุว่า บริษัทญี่ปุ่นมากกว่า 50% มีแนวโน้มที่จะลดการลงทุนในจีน หรือไม่ลงทุนเพิ่ม
แม้ว่าเม็ดเงินลงทุนต่างชาติจะคิดเป็นสัดส่วนเพียง 1-3% ต่อ GDP ของจีน แต่การลงทุนจากต่างชาติมีผลกระทบทางอ้อมต่อเศรษฐกิจจีนในหลายมิติ เช่น ผลต่อการจ้างงานในประเทศ รวมถึงการถ่ายโอนความรู้จากต่างชาติ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี (Technology spillover effect) ซึ่งคาดว่าทางการจีนจะทยอยออกมาตรการที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ เช่น การผ่อนคลายกฎระเบียบเพื่อลดอุปสรรคในการทำธุรกิจ
Disclaimer
รายงานวิจัยนี้จัดทำโดย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) เพื่อเผยแพร่เป็นการทั่วไป โดยอาศัยแหล่งข้อมูลสาธารณะ หรือ ข้อมูลที่เชื่อว่ามีความน่าเชื่อถือที่ปรากฏขณะจัดทำ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละขณะเวลา ทั้งนี้ KResearch มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ ความเหมาะสม ความครบถ้วนสมบูรณ์ หรือความเป็นปัจจุบันของข้อมูลดังกล่าว และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้ชวน เสนอแนะ ให้คำแนะนำ หรือจูงใจในการตัดสินใจเพื่อดำเนินการใดๆ แต่อย่างใด ดังนั้น ท่านควรศึกษาข้อมูลด้วยความระมัดระวังและใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจใดๆ KResearch จะไม่รับผิดในความเสียหายใดที่เกิดขึ้นจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว
ข้อมูลใดๆ ที่ปรากฎในรายงานวิจัยนี้ถือเป็นทรัพย์สินของ KResearch และ/หรือบุคคลที่สาม (แล้วแต่กรณี) การนำข้อมูลดังกล่าว (ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน) ไปใช้ต้องแสดงข้อความถึงสิทธิความเป็นเจ้าของแก่ KResearch และ/หรือบุคคลที่สาม (แล้วแต่กรณี) หรือแหล่งที่มาของข้อมูลนั้นๆ ทั้งนี้ ท่านจะไม่ทำซ้ำ ปรับปรุง ดัดแปลง แก้ไข ส่งต่อ เผยแพร่ หรือกระทำในลักษณะใดๆ เพื่อวัตถุประสงค์ในทางการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาตล่วงหน้า เป็นลายลักษณ์อักษรจาก KResearch และ/หรือบุคคลที่สาม (แล้วแต่กรณี)