เศรษฐกิจจีนเคยโตแบบมลพิษแลก GDP
จีนเป็นประเทศที่เติบโตจากอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็ก ซีเมนต์ โดยมีการใช้ถ่านหินเป็นพลังงานหลัก ประกอบกับการขยายเมือง และปริมาณการใช้รถยนต์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้จีนมีปัญหาหมอกควัน (smog)
จุดเปลี่ยนสำคัญของจีนคือ สถานทูตสหรัฐฯ ในปักกิ่ง เริ่มมีการรายงานตัวเลขมลพิษจากเดิมที่ใช้การวัด PM10 เป็นหลัก เปลี่ยนมาเป็น PM2.5 ประกอบกับการจัดโอลิมปิกปักกิ่งในปี 2008 และปัญหา Airpocalypse ในปี 2013 ที่ค่า PM2.5 สูงมาก จนสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลจีน และเป็นตัวเร่งให้จีนเริ่มกำหนดมาตรการ
ก่อนจีนดำเนินมาตรการ ปักกิ่งมีอากาศดีเพียง 13 วันต่อปี
ปักกิ่งมีระดับ PM2.5 เฉลี่ยสูงถึง 89.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) ในปี 2013 ซึ่งเป็นระดับที่ WHO ระบุว่าส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง (WHO แนะนำคุณภาพอากาศควร < 10 µg/m³)
นอกจากนี้ ปักกิ่งมีวันที่คุณภาพอากาศดี เพียง 13 วัน และมีหลายวันที่มีมลพิษหนักจนเกิดหมอกควันหนา (smog) ที่ส่งผลต่อการเดินทาง การทำงาน และสุขภาพของผู้อยู่อาศัยเป็นวงกว้าง
มาตรการควบคุมที่จีนนำมาใช้
ตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา ปักกิ่งได้ดำเนินแผนปฏิบัติการความร่วมมือเพื่อลดมลพิษทางอากาศหลายด้าน ได้แก่
- ยุติการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินสำหรับระบบทำความร้อนทั้งภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรม และเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด
- ปิดโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษสูงและย้ายบางโรงงานออกนอกเขตเมือง
- ขยายมาตรฐานการปล่อยมลพิษของยานยนต์และรณรงค์ใช้ ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEVs)
- ควบคุมฝุ่นละอองจากการก่อสร้างและถนนโดยใช้มาตรการลดฝุ่น
- บังคับใช้มาตรฐานทางกฎหมายที่เข้มงวดและร่วมมือระหว่างปักกิ่ง–เทียนจิน–เหอเป่ย เพื่อควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษในภูมิภาคใกล้เคียง
ผลลัพธ์หลังดำเนินมาตรการ
ค่า PM2.5 เฉลี่ยของปักกิ่งลดลงกว่า 60% ในช่วง 10 ปีของการดำเนินมาตรการ เมื่อเทียบกับปี 2013 โดยในปัจจุบันคุณภาพอากาศของปักกิ่งโดยเฉลี่ยอยู่ในมาตรฐานอากาศระดับ Grade II ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ดีขึ้น และเข้มงวดกว่าในอดีต
ตั้งแต่ปี 2021 ปักกิ่งเริ่มมีคุณภาพอากาศที่ผ่านเกณฑ์ใหม่ของจีน และล่าสุดในปี 2025 ปักกิ่งมีวันอากาศดีเพิ่มเป็น 311 วัน/ปี โดยมีวันที่มีมลพิษหนักเหลือเพียง 2 วัน สะท้อนปัญหามลพิษที่เลือนหายไปอย่างมีนัยสำคัญ
ไทยต้องยกระดับจากแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สู่การจัดการเชิงโครงสร้าง
ไทยมีความพร้อมด้านการจัดการปัญหา PM2.5 หลายด้าน แต่ยังขาดการบังคับใช้ เช่น ข้อมูล PM2.5 เทคโนโลยีดาวเทียม แรงกดดันจากสังคม รวมถึงมีตัวอย่างการดำเนินจากต่างประเทศ เช่น จีน สิงคโปร์ แต่ก็ไม่พร้อมและไม่เริ่มดำเนินการ เนื่องจากอาจได้รับแรงต้านจากฐานเสียงทางการเมือง ลังเลที่จะเลือกข้างสุขภาพประชาชนอย่างชัดเจน
ดังนั้น การดำเนินการของไทยควรต้องลด PM2.5 จากแหล่งกำเนิด ไม่ใช่หยุดเป็นช่วงๆ ไม่พึ่งพามาตรการ Work From Home, ฉีดน้ำ, ห้ามเผาชั่วคราว โดยเปลี่ยนจากขอความร่วมมือ เป็นบังคับใช้ เน้น 3 แหล่งหลัก ได้แก่ การเผาป่าไม้และเศษวัสดุภาคเกษตร, ยานยนต์, อุตสาหกรรมและก่อสร้าง ให้เกิดเป็นการบังคับใช้ทางกฎหมาย เช่น พรบ. อากาศสะอาด (Clean Air Act) กฎหมายปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (PRTR) เป็นต้น