สินเชื่อยั่งยืน จะช่วยให้ธุรกิจ SMEs และรายย่อยได้รับอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าสินเชื่อทั่วไป อีกทั้งยังได้รับเทคนิคและความรู้ ทำให้ SMEs สามารถลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และช่วยเพิ่มโอกาสในการแข่งขันในตลาดที่เน้นความยั่งยืนมากขึ้น ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ในไทยเร่งออกสินเชื่อยั่งยืนมากขึ้น จนสัดส่วนยอดคงค้างสินเชื่อยั่งยืนต่อสินเชื่อรวมเร่งขึ้นจากเฉลี่ย 1.6% ในปี 2021 เป็น 3.9% ในปี 2024 จากการเร่งบรรลุเป้าหมายการสนับสนุนการเงินยั่งยืน ศูนย์วิจัยกสิกร คาดว่า พอร์ตสินเชื่อของธนาคารจะทยอยเพิ่มสัดส่วนไปสู่ Green Portfolio มากขึ้นในระยะยาว จากแนวโน้มการขยายเป้าหมายวงเงินสนับสนุนการเงินยั่งยืน หลังใกล้บรรลุเป้าหมายเดิม
เผยแพร่เมื่อ 2025 Jul 14
ในเดือนเมษายน 2568 สินเชื่อในระบบธนาคารยังคงหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 โดยลดลง -1.78% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงการชำระคืนหนี้ของลูกค้าและความระมัดระวังของธนาคารในการปล่อยสินเชื่อใหม่ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีปัจจัยลบ ขณะที่เงินฝากยังขยายตัวได้ 1.10% YoY โดยเฉพาะเงินฝากออมทรัพย์และกระแสรายวัน ซึ่งได้รับแรงหนุนจากแคมเปญเงินฝากพิเศษของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ที่ต้องการรักษาฐานลูกค้าในช่วงดอกเบี้ยขาลง
เผยแพร่เมื่อ 2025 May 29
ภายใต้ร่าง พ.ร.บ. Climate Change ไทยเตรียมจัดตั้ง “กองทุนภูมิอากาศ” โดยใช้งบจาก Carbon Credit เพื่อสนับสนุน SMEs ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและเงินทุนแบบให้เปล่า โดยมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน ขณะเดียวกันยังต้องติดตามการผลักดันกฎหมายเข้าสู่ ครม. การพัฒนาระบบตรวจสอบที่โปร่งใส และการจัดทำ Taxonomy เพื่อกำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในภาคขนส่งและอุตสาหกรรมที่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก
เผยแพร่เมื่อ 2025 May 23
กลางปี 2568 Moody’s ปรับแนวโน้มเครดิตของประเทศไทยจาก Stable เป็น Negative สะท้อนความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการคลังที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่กดดันการส่งออกและบัญชีเดินสะพัด ข้อมูลเปรียบเทียบจากปี 1996 ถึง 2025 แสดงให้เห็นว่าหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ GDP เติบโตช้าลงและบัญชีเดินสะพัดเริ่มติดลบ ด้าน S&P และ Fitch ยังคงอันดับเครดิตไว้ที่ BBB+/Stable และ BBB+/Negative ตามลำดับ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันคล้ายช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในอดีต โดยเฉพาะจากภาวะชะลอตัวทั่วโลกและผลกระทบหลังโควิด-19
เผยแพร่เมื่อ 2025 May 02
29 เมษายน 2568 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s Ratings ปรับลดมุมมองแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือสำหรับรัฐบาลไทยจาก “Stable” มาที่ “Negative” แม้ว่าจะยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ Baa1 โดย Moody’s กล่าวถึงสาเหตุสำคัญของการปรับมุมมองต่อแนวโน้มอันดับเครดิตลงเป็น Negative รอบนี้ มาจากความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของเศรษฐกิจไทยซึ่งมีผลทำให้สถานะทางการคลังอ่อนแอลง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตในรอบนี้ ต่างจากการปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตเป็น Negative ในรอบก่อน ซึ่งเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม 2551 ในช่วงของวิกฤต Subprime อยู่ 2 จุด คือ เศรษฐกิจไทยในปี 2551-2552 ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจการเงินทั่วโลก และระดับหนี้สาธารณะของไทยในเวลานั้นยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ในรอบนี้ คงต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยมีข้อจำกัดในการฟื้นตัว และมีเงื่อนไขซ้ำเติม คือ ตัวช่วยทางการคลังมีสัญญาณที่จำกัดมากขึ้นกว่ารอบก่อน ตลาดการเงินไทยตอบรับข่าวการปรับมุมมองต่อแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือมาเป็น Negative ในรอบนี้ ค่อนข้างจำกัด เพราะปัจจัยอื่นมีผลมากกว่า อาทิ ทิศทางเงินดอลลาร์ฯ ที่โดนกระทบจากเรื่องสงครามการค้า และสัญญาณฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ ซึ่งสลับมาอยู่ในฝั่งไหลเข้าสุทธิรับมติการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยลง 0.25% มาที่ 1.75% ในการประชุม กนง. 30 เมษายน 2568
เผยแพร่เมื่อ 2025 Apr 30
การใช้งานเว็บไซต์ต่อถือว่าคุณยอมรับนโยบายคุกกี้ของเรา
คุณสามารถเลือกประเภทของคุกกี้ที่ต้องการให้เราใช้ได้