ในปี 2568 ยอดขายขนมขบเคี้ยวของไทยคาดอยู่ที่ 49,550 ล้านบาท หรือโต 1.5% ชะลอจากปี 2567 ที่โต 4.7% โดยกลุ่มขนมขบเคี้ยวรสเค็มหรือเผ็ด ซึ่งเป็นตลาดหลักจะโตได้ไม่มากที่ 0.7% ตามจำนวนผู้ออกเดินทางท่องเที่ยวและจำนวนผู้ใช้การสตรีมวิดีโอที่โตชะลอ รวมถึงจำนวนอีเวนต์ใหญ่ที่ลดลง ขณะที่ยอดขายขนมขบเคี้ยวกลุ่มที่เติบโตได้สูงกว่าภาพรวมตลาดในปี 2568 คือ กลุ่มขนมปังกรอบและบิสกิต คาดโต 2.6% แรงหนุนจากความเป็นเมืองและจำนวนร้านค้าปลีกสมัยใหม่ที่เพิ่มขึ้น และกลุ่มขนมขบเคี้ยวที่ทำจากสาหร่าย/เนื้อสัตว์/ธัญพืช คาดโต 1.9% จากเทรนด์การบริโภคที่ดูแลสุขภาพมากขึ้น
เผยแพร่เมื่อ 2025 Jun 05
ยอดขายของธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ 2.26 แสนล้านบาท โต 2.0% ชะลอจากปีก่อนที่ 4.5% โดยมีปัจจัยกดดันทั้งด้านกำลังซื้อของคนในประเทศที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มหดตัวลง มูลค่าการส่งออกเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ของไทยปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ 1,744 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โตราว 1.0% โดยตลาดส่งออกหลักยังเป็นกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 67% ขณะที่การส่งออกไปยังตลาดใหม่ อาทิ มาเลเซีย ยังคงเพิ่มขึ้น
เผยแพร่เมื่อ 2025 May 30
ในปี 2568 อุปสงค์น้ำมันเชื้อเพลิงไทยคาดว่าจะโต 0.7% โดยความต้องการในตลาดภาคขนส่งมีโอกาสขยายตัว 1.0% จากการเพิ่มขึ้นของผลผลิตทางการเกษตร และการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ในขณะที่ความต้องการในภาคอุตสาหกรรมจะลดลง 1.4% ตามกิจกรรมการผลิตที่มีแนวโน้มหดตัว นอกจากนี้ ความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงในภาคการผลิตไฟฟ้าไทยก็คาดว่าจะลดลง 14.6% ในปี 2568 เนื่องจากมีการกลับมาใช้ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณเพื่อผลิตไฟฟ้า
เผยแพร่เมื่อ 2025 May 21
ในปี 2568 ยอดขายปุ๋ยเคมีของไทย คาดว่าจะอยู่ที่ 94,602 ล้านบาท หรือโต 2% ชะลอลงจากปี 2567 ที่โต 7.7% เนื่องจากเผชิญปัจจัยบวกที่แผ่วลงจากปี 2567 ตามความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีที่โตชะลอ และราคาขายปุ๋ยเคมีในประเทศที่ปรับลดลง ราคาขายปุ๋ยเคมีไทยในปี 2568 คาดลดลง 3.4% จะช่วยหนุนความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีไทยโต 5.7% ไปอยู่ที่ 4.7 ล้านตัน ตามการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจหลักจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยมากขึ้น อย่างไรก็ดี คงได้รับแรงกดดันบางส่วนจากราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ที่ปรับลดลง ทำให้ความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีจะเติบโตชะลอลง
เผยแพร่เมื่อ 2025 May 08
กลางปี 2568 Moody’s ปรับแนวโน้มเครดิตของประเทศไทยจาก Stable เป็น Negative สะท้อนความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการคลังที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่กดดันการส่งออกและบัญชีเดินสะพัด ข้อมูลเปรียบเทียบจากปี 1996 ถึง 2025 แสดงให้เห็นว่าหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ GDP เติบโตช้าลงและบัญชีเดินสะพัดเริ่มติดลบ ด้าน S&P และ Fitch ยังคงอันดับเครดิตไว้ที่ BBB+/Stable และ BBB+/Negative ตามลำดับ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันคล้ายช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในอดีต โดยเฉพาะจากภาวะชะลอตัวทั่วโลกและผลกระทบหลังโควิด-19
เผยแพร่เมื่อ 2025 May 02
29 เมษายน 2568 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s Ratings ปรับลดมุมมองแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือสำหรับรัฐบาลไทยจาก “Stable” มาที่ “Negative” แม้ว่าจะยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ Baa1 โดย Moody’s กล่าวถึงสาเหตุสำคัญของการปรับมุมมองต่อแนวโน้มอันดับเครดิตลงเป็น Negative รอบนี้ มาจากความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของเศรษฐกิจไทยซึ่งมีผลทำให้สถานะทางการคลังอ่อนแอลง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตในรอบนี้ ต่างจากการปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตเป็น Negative ในรอบก่อน ซึ่งเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม 2551 ในช่วงของวิกฤต Subprime อยู่ 2 จุด คือ เศรษฐกิจไทยในปี 2551-2552 ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจการเงินทั่วโลก และระดับหนี้สาธารณะของไทยในเวลานั้นยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ในรอบนี้ คงต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยมีข้อจำกัดในการฟื้นตัว และมีเงื่อนไขซ้ำเติม คือ ตัวช่วยทางการคลังมีสัญญาณที่จำกัดมากขึ้นกว่ารอบก่อน ตลาดการเงินไทยตอบรับข่าวการปรับมุมมองต่อแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือมาเป็น Negative ในรอบนี้ ค่อนข้างจำกัด เพราะปัจจัยอื่นมีผลมากกว่า อาทิ ทิศทางเงินดอลลาร์ฯ ที่โดนกระทบจากเรื่องสงครามการค้า และสัญญาณฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ ซึ่งสลับมาอยู่ในฝั่งไหลเข้าสุทธิรับมติการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยลง 0.25% มาที่ 1.75% ในการประชุม กนง. 30 เมษายน 2568
เผยแพร่เมื่อ 2025 Apr 30
ในปี 2568 กำไรธุรกิจโพลิเมอร์ไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น แต่ยังต่ำกว่าช่วงปี 2565 เพราะส่วนต่างระหว่างราคาโพลิเมอร์และวัตถุดิบตั้งต้น (Spread) แม้จะเพิ่มขึ้น 8.8% ตามทิศทางหดตัวของราคาแนฟทา แต่ Spread ก็ยังต่ำกว่าปี 2565 อยู่ 17% ในขณะที่ อุปสงค์โพลิเมอร์ไทยคาดว่าจะโต 1.6% จากการขยายตัวของปริมาณบรรจุภัณฑ์พลาสติกในธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม และการเพิ่มขึ้นของยอดขายอะไหล่ซ่อมบำรุงรถยนต์ อย่างไรก็ดี การหดตัวของตลาดเครื่องนุ่งห่มก็จะส่งผลให้อุปสงค์โพลิเมอร์ปรับตัวขึ้นไม่มากนัก ปริมาณส่งออกโพลิเมอร์คาดว่าจะลดลง 2.7% ในปีนี้ โดยการส่งออก PE/PP ไปจีนมีทิศทางหดตัวจากการเพิ่มกำลังการผลิตของจีน ในขณะที่ การส่งออก PET ก็มีแนวโน้มลดลงตามการส่งออกไปยังสหรัฐฯ
เผยแพร่เมื่อ 2025 Apr 21
ปี 2568 ตลาดเกมจะมีมูลค่าอยู่ที่ 36,100 ล้านบาท ขยายตัว 1.6% จากปี 2567 แรงหนุนจากจำนวนผู้เล่นเกมที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเปิดตัวเกมใหม่และการกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้ให้บริการเกม มูลค่าตลาดเกมกว่า 97.8% มาจากธุรกิจจัดจำหน่าย นำเข้าและดูแลลิขสิทธิ์ ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นการใช้จ่ายในเกมต่างประเทศ ขณะที่เกมส่วนใหญ่ที่ผลิตโดยบริษัทไทยรายได้ยังต่ำ บริษัทผู้พัฒนาเกมของไทยมีมูลค่าตลาดเพียง 2% ของมูลค่าตลาดเกม เนื่องจากการแข่งขันสูง จากบริษัทเกมต่างประเทศ การใช้ Generative AI ในการพัฒนาเกม ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรและข้อจำกัดของแหล่งเงินลงทุน
เผยแพร่เมื่อ 2025 Apr 01
ในปี 2568 คาดมูลค่าตลาดชิ้นส่วนรถยนต์ (ไม่รวมยางรถยนต์) ที่ผลิตในไทยโดยรวม หดตัว 1.0% มีมูลค่า 8.3 แสนล้านบาท โดยเป็นชิ้นส่วนรถยนต์ประเภท OEM (Original Equipment Manufacturing) ที่เข้าสู่สายการผลิตรถยนต์ ซึ่งคาดว่าจะหดตัว 1.8% จากความต้องการในประเทศที่มีทิศทางหดตัว ตามการผลิตรถยนต์ในไทยที่อาจเหลือไม่ถึง 1.45 ล้านคัน แม้ความต้องการในตลาดส่งออกจะเพิ่มขึ้น ในขณะที่ชิ้นส่วน REM (Replacement Equipment Manufacturing) หรือชิ้นส่วนอะไหล่ที่ใช้ในการซ่อมบำรุงรถยนต์ของไทย โดยรวมในปี 2568 นี้ อาจขยายตัว 3.6% จากความต้องการในประเทศที่มีทิศทางขยายตัว ตามปริมาณรถยนต์จดทะเบียนสะสมที่เพิ่มขึ้น และความต้องการในตลาดส่งออกที่เพิ่มขึ้น
เผยแพร่เมื่อ 2025 Mar 21
ในปี 2568 คาดว่า อุปทานเนื้อสุกรลดลง 2.4% ตามจำนวนสุกรเลี้ยงที่ลดลง เนื่องจากมาตรการปรับลดจำนวนแม่พันธุ์สุกรและผลกระทบโรคระบาด แม้ว่าราคาอาหารสัตว์จะมีแนวโน้มลดลง อาทิเช่น ปลายข้าว กากถั่วเหลือง และปลาป่น โดยอุปทานเนื้อสุกรจะมาจากผู้ผลิตสุกรรายกลาง-ใหญ่เป็นสำคัญ ในขณะที่ผู้ผลิตสุกรรายย่อยจะลดบทบาทลง อุปสงค์เนื้อสุกรปี 2568 คาดว่าลดลง 1.7% ตามราคาเนื้อสุกรที่เพิ่มขึ้นเป็นหลัก จะกดดันความต้องการของผู้บริโภคไทย ในขณะที่ผู้บริโภคที่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่ายังเติบโตได้ ทำให้ภาพรวมการบริโภคเนื้อสุกรในประเทศลดลงไม่มากนัก
เผยแพร่เมื่อ 2025 Mar 19
ในปี 2568 อุปสงค์เม็ดพลาสติกชีวภาพโลกคาดจะขยายตัว 28.6% จากกฎระเบียบสิ่งแวดล้อมโลกที่เข้มงวดขึ้น ผลักดันให้ส่วนแบ่งตลาดเม็ดพลาสติกชีวภาพเพิ่มขึ้นแตะ 0.4% ของปริมาณความต้องการเม็ดพลาสติกทุกประเภทในตลาดโลก ส่งออกเม็ดพลาสติกชีวภาพไทยในปี 2568 คาดจะขยายตัว 24% ชะลอตัวจากปีก่อนหน้า โดยต้องเผชิญการแข่งขันกับคู่แข่ง โดยเฉพาะผู้ผลิตจากจีน ในขณะที่ตลาดในประเทศคาดว่าจะขยายตัวจำกัดที่ 2% จากราคาที่ยังคงสูงกว่าเม็ดพลาสติกทั่วไปอยู่ราว 2-3 เท่า
เผยแพร่เมื่อ 2025 Mar 07
ในปี 2568 ปริมาณการจำหน่ายถ่านหินของผู้ประกอบการไทย ในตลาดต่างประเทศคาดว่าจะอยู่ที่ราว 38.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.3% จากปีก่อนหน้า ตามอุปสงค์ถ่านหินโลก ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวเล็กน้อยที่ราว 0.4% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้นในอินเดียและอาเซียน ขณะที่ปริมาณถ่านหินที่จำหน่ายในไทยคาดว่าจะลดลง 1.2% ในปี 2568 มาอยู่ที่ 5.04 ล้านตัน โดยความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมจะลดลงราว 5% จากภาคการผลิตที่ยังคงอ่อนแอ และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับภาคการผลิตไฟฟ้า อุปสงค์มีแนวโน้มขยายตัวเล็กน้อยที่ราว 0.4% ตามความต้องการใช้ไฟที่เติบโต รายได้รวมจากการขายถ่านหินของผู้ประกอบการไทย คาดว่าจะลดลง 4.5% ในปี 2568 เนื่องจากราคาขายถ่านหินเฉลี่ยมีแนวโน้มปรับตัวลงจากปีก่อนหน้า โดยรายได้จากการขายในตลาดต่างประเทศ และในไทยคาดว่าจะลดลง 4.3% และ 5.7% ตามลำดับ
เผยแพร่เมื่อ 2025 Mar 04
DeepSeek เป็นบริษัท AI จากจีนที่ได้รับความสนใจจากการเปิดตัว DeepSeek-R1 ซึ่งมีต้นทุนการพัฒนาต่ำกว่าของ OpenAI อย่างมาก (5.6 ล้านดอลลาร์ เทียบกับ 7 พันล้านดอลลาร์) แต่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน ส่งผลให้หุ้น Nvidia ร่วงลง 16.91% ในวันเดียว อย่างไรก็ตาม ต้นทุนที่แท้จริงอาจสูงกว่าที่ประกาศไว้ AI ของ DeepSeek อาจทำให้สหรัฐฯ ต้องเร่งพัฒนา AI และกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาด AI ทั่วโลก ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ต้นทุนรวมจริงของ DeepSeek จะสูงกว่าตัวเลข 5.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวยังไม่นับรวมต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยก่อนหน้า ค่าพัฒนาอัลกอริทึม หรือค่า Data อย่างไรก็ดี ต้นทุนที่แท้จริง ยังคงต่ำกว่าการลงทุนของบริษัท AI ในสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี
เผยแพร่เมื่อ 2025 Jan 30
การใช้งานเว็บไซต์ต่อถือว่าคุณยอมรับนโยบายคุกกี้ของเรา
คุณสามารถเลือกประเภทของคุกกี้ที่ต้องการให้เราใช้ได้