การส่งออกรถยนต์ไทยกำลังถูกจีนเข้าแย่งตลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยในกลุ่มรถยนต์นั่งพบการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นชัดเจนจากกลุ่ม xEV จากจีน ส่วนกลุ่มปิกอัพแม้ยังส่งออกได้ดี แต่ตลาดหลักอย่างออสเตรเลียเริ่มมีปัญหา โดยจีนได้ขยับขึ้นเป็นหนึ่งคู่แข่งสำคัญ ซึ่งลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับในอีกหลายตลาด ปี 2569 คาดไทยยังคงส่งออกรถยนต์ลดลงต่อที่ 3% (YoY) เหลือราว 9 แสนคัน จากปีนี้ที่คาดทำได้ 9.3 แสนคัน ดังนั้นเพื่อก้าวข้ามการหดตัวต่อเนื่องในอนาคต การเร่งพัฒนาขึ้นเป็นฐานผลิตหลักของรถยนต์นั่งและปิกอัพ xEV ที่ตลาดกำลังต้องการเป็นสิ่งจำเป็น ขณะเดียวกันการพัฒนาลดต้นทุนการผลิตปิกอัพ ICE ให้พอแข่งขันกับจีนได้ รวมถึงการเร่งเพิ่มโอกาสส่งออกไปตลาดใหม่ก็เป็นสิ่งที่ควรทำควบคู่กันไป
เผยแพร่เมื่อ 2025 Dec 03
ออสเตรเลียปรับเกณฑ์นำเข้ารถยนต์ใหม่คุมการปล่อยก๊าซ CO2 และความปลอดภัยระบบเบรก นำมาสู่ความต้องการรถยนต์ HEV&PHEV ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดี บางส่วนของรถยนต์ที่ผลิตจากไทยยังไม่พร้อม จึงทำให้การส่งออกรถยนต์ไทยไปออสเตรเลียหดตัว 16% ซึ่งมีผลต่อการส่งออกรวมปี 2568 ที่คาดเหลือ 9 แสนคัน จากที่ปกติทำได้มากกว่า 1 ล้านคัน เนื่องจากออสเตรเลียเป็นตลาดที่มีส่วนแบ่งถึง 28% ของไทย ในระยะข้างหน้า ต้องติดตามว่าโอกาสการลงทุนในไทยของค่ายรถเพื่อพัฒนารถยนต์ HEV&PHEV มาตรฐานสูงจะเป็นเช่นไร เนื่องจาก ปัจจุบันการแข่งขันในตลาดออสเตรเลียเพิ่มสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะรถยนต์จากจีน ท่ามกลางการควบคุมก๊าซ CO2 ที่เข้มงวดขึ้นทุกปี ขณะที่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นนักลงทุนหลักในไทยอาจจำเป็นต้องรักษากำลังการผลิตในประเทศตนเองมากขึ้นหลังโดนสหรัฐฯขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์
เผยแพร่เมื่อ 2025 Oct 14
หลัง 1 ส.ค. การส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ไทยราว 2% อาจได้รับผลกระทบจากภาษี Reciprocal 36% ของสหรัฐฯ กลุ่มที่โดนภาษี Reciprocal มากที่สุดคือ ชิ้นส่วนตัวถังและอุปกรณ์ภายใน อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ไม่ใช่ตลาดหลัก ของชิ้นส่วนกลุ่มนี้ ผู้ประกอบการอาจต้องเร่งลดต้นทุนและหาตลาดส่งออกเพิ่ม โดยเฉพาะการขยายตลาดในอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดหลักเดิม
เผยแพร่เมื่อ 2025 Jul 09
ปี 2568 คาดยอดขายรถยนต์ในประเทศอาจเหลือ 5.3 แสนคัน หดตัวต่อจากปีที่แล้วที่ 7.5% จากปัญหาเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการปล่อยสินเชื่อที่มีอยู่เดิม ผนวกปัญหาใหม่ ทั้งแผ่นดินไหวและการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯที่กระทบรายได้หลักของไทย ตลาดรถยนต์ xEV คาดขยายตัวดี โดยขยับขึ้นครองส่วนแบ่ง 48% ของยอดขายรถยนต์รวมปี 2568 (พิจารณาแยกประเภทรถยนต์ตามการใช้พลังงาน) ส่งผลให้ค่ายรถยนต์จีนซึ่งทำตลาดรถยนต์ xEV เป็นหลักมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มเป็น 19% (พิจารณาแยกตามสัญชาติของค่ายรถยนต์)
เผยแพร่เมื่อ 2025 Apr 11
ธุรกิจดีลเลอร์รถยนต์มีแนวโน้มต้องเผชิญกับความยากลำบากต่อไปอีกในปี 2568 โดยรายได้ของดีลเลอร์รถยนต์โดยภาพรวมทั้งตลาดคาดหดตัว 4.9% นำโดยการหดตัวของรายได้จากการขาย 5.4% จากปัญหายอดขายรถยนต์ในประเทศที่คาดลดลงเหลือ 530,000 คันในปี 2568 โดยเฉพาะกลุ่มรถเพื่อการพาณิชย์ที่คาดจะหดตัวสูงจากความเสี่ยงเรื่องกำลังซื้อมากกว่ารถยนต์นั่ง ขณะที่รถยนต์นั่งอาจพบการหดตัวของกลุ่มที่ใช้น้ำมันล้วน (ICE) ตรงข้ามกับกลุ่มรถยนต์นั่ง xEV ซึ่งประกอบไปด้วย รถยนต์นั่ง HEV, PHEV และ BEV ที่มีทิศทางขยายตัว โดยในกลุ่มรถยนต์นั่ง BEV คาดว่ารถยนต์นั่งหรู BEV น่าจะขยายตัวสูงกว่าตลาด BEV รวม เพราะผู้ซื้อมีรายได้มั่นคง ด้านรายได้จากการซ่อมบำรุงก็คาดว่าจะหดตัวที่ 1.2% หลังจำนวนรถยนต์ที่มีอายุไม่เกิน 10 ปี ซึ่งเป็นลูกค้าหลักคาดทยอยลดลงจนเหลือ 8.89 ล้านคัน หลังยอดขายรถยนต์ในช่วงหลังเผชิญกับหลายวิกฤติ
เผยแพร่เมื่อ 2024 Dec 27
ความต้องการชิ้นส่วนรถยนต์ประเภท OEM (Original Equipment Manufacturing) ที่ส่งเข้าสู่สายการผลิตรถยนต์ และมีส่วนแบ่งในยอดขายชิ้นส่วนรถยนต์ที่ผลิตในไทยมากถึงกว่า 3 ใน 4 ส่วนนี้ มีแนวโน้มหดตัวในปี 2567 โดยยอดขายในประเทศคาดหดตัว 11.9% และยอดส่งออกหดตัว 2.9% หลังปริมาณการผลิตรถยนต์มีแนวโน้มหดตัวสูงจากทั้งในไทยและต่างประเทศ ส่วนชิ้นส่วน REM (Replacement Equipment Manufacturing) หรือชิ้นส่วนอะไหล่ที่ใช้ในการซ่อมบำรุงรถยนต์ ซึ่งมีส่วนแบ่งในยอดขายชิ้นส่วนรถยนต์ที่ผลิตในไทยอยู่ 1 ใน 4 ส่วนนั้น คาดว่าในปี 2567 นี้ ยอดขายจะขยายตัวได้ 6.4% สำหรับตลาดในประเทศตามปริมาณรถยนต์จดทะเบียนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนยอดส่งออกคาดขยายตัวน้อยกว่าที่ 2.0% หลังเผชิญปัญหาการแข่งขันจากชิ้นส่วนจีน
เผยแพร่เมื่อ 2024 Sep 10
การใช้งานเว็บไซต์ต่อถือว่าคุณยอมรับนโยบายคุกกี้ของเรา
คุณสามารถเลือกประเภทของคุกกี้ที่ต้องการให้เราใช้ได้