โครงการส่งไฟฟ้าจากลาวผ่านไทยไปสิงคโปร์ (Lao PDR – Thailand – Malaysia – Singapore Power Integration Project: LTMS-PIP) จะส่งไฟฟ้าพลังน้ำ (hydropower) จากลาวไปยังสิงคโปร์ สูงสุด 100 เมกะวัตต์ (MW) ผ่านโครงข่ายของไทยและมาเลเซีย และจากมาเลเซียไปยังสิงคโปร์อีก 100 MW รวมเป็น 200 MW โดยใช้โครงข่ายสายไฟฟ้าเดิมที่มีอยู่ โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มเติม ประเทศไทยจะได้รับผลดีจากการเก็บรายได้ค่าธรรมเนียมค่าผ่านทางไฟฟ้า (Wheeling Charge) ประมาณ 1.1628 บาท/หน่วย จากการให้บริการสายส่งไฟฟ้าที่มีอยู่เดิมภายในประเทศ รวมประมาณ 865 – 1,000 ล้านบาทต่อปี ขึ้นอยู่กับปริมาณการส่งไฟฟ้าต่อวัน (Base-load) และความสม่ำเสมอของปริมาณการผลิตไฟฟ้า (Load Factor) ทั้งนี้ ไทยสามารถต่อยอดแนวทางเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวเพื่อปลดล็อคแผน Direct PPA (Power Purchase Agreement) แก่ภาคเอกชนไทยเพื่อกระตุ้นการใช้พลังงานสะอาดในประเทศในอนาคต รวมถึงเพิ่มช่องทางการหารายได้ของประเทศจากการส่งต่อพลังงานไฟฟ้าต้นทุนต่ำได้
เผยแพร่เมื่อ 2025 Nov 05
เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ประกาศ 4 โครงการ Quick Big Win ด้านพลังงานยั่งยืนสำหรับภาคครัวเรือน ได้แก่ 1) โซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร 2) โซลาร์ฟาร์มชุมชน 3) มาตรการลดหย่อนภาษีติดตั้งโซลาร์ในครัวเรือน และ 4) โซลาร์ลอยน้ำของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าโครงการทั้งหมดนี้จะช่วยให้ 1) ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในไทยเพิ่มขึ้นสูงสุด 1.4 เท่า และ 2) ลดค่าไฟครัวเรือนราว 50 – 60% ในภาพรวม 4 โครงการนี้ยังส่งเสริมการใช้พลังงานยั่งยืนได้ค่อนข้างจำกัด แต่เป็นจุดเริ่มต้นการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดในอนาคตและช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชนอย่างยั่งยืนในระยะยาว
เผยแพร่เมื่อ 2025 Oct 10
ในปี 2568 รายได้ธุรกิจก๊าซธรรมชาติไทยมีทิศทางทรงตัว แต่ยังต่ำกว่าปี 2566 เพราะราคา Pool Gas คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.4% ตามราคานำเข้า LNG เฉลี่ยที่สูงขึ้นจากปีก่อนหน้า ในขณะที่ อุปสงค์ก๊าซธรรมชาติในไทยคาดว่าจะลดลง 0.3% ทั้งนี้ แม้ว่าอุปสงค์ภาคการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของเขตชุมชนเมือง แต่ภาคอุตสาหกรรมจะหดตัวตามกิจกรรมการผลิต ส่วนภาคขนส่ง (NGV) ก็มีแนวโน้มหดตัวจากจำนวนรถ CNG ที่ลดลง ปริมาณนำเข้าก๊าซธรรมชาติคาดว่าจะลดลง 5.5% โดยการนำเข้าจากเมียนมามีทิศทางหดตัวจากแหล่งก๊าซหลักของเมียนมาที่มีการผลิตลดลง ขณะเดียวกัน การนำเข้า LNG ก็มีแนวโน้มหดตัวตามอุปสงค์ก๊าซธรรมชาติไทย
เผยแพร่เมื่อ 2025 Jun 09
ในปี 2568 ความต้องการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนมีทิศทางเพิ่มสูงขึ้นทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน โดยปริมาณไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ขายให้ภาครัฐคาดว่าจะอยู่ที่ 23,555 GWh และภาคเอกชนคาดว่าจะอยู่ที่ 4,177 GWh เพิ่มขึ้น 2% และ 15% ตามลำดับ ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ผู้ประกอบการจำหน่ายมากที่สุดในปี 2568 ได้แก่ไฟฟ้าชีวมวลและแสงอาทิตย์ตามลำดับ มีสัดส่วนรวมกันเป็น 78% ของไฟฟ้าที่จำหน่ายให้ภาครัฐ และ 96% ของไฟฟ้าที่จำหน่ายให้ภาคเอกชน ในปี 2568 โรงไฟฟ้าชีวมวล คาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นทั้งจากการขายให้ภาครัฐและเอกชน รวมทั้งอัตรากำไรขั้นต้นก็มีแนวโน้มเติบโต ในขณะเดียวกัน สำหรับธุรกิจไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ รายได้ต่อหน่วยในการขายไฟให้ภาครัฐจะขึ้นอยู่กับราคารับซื้อ ซึ่งมีแนวโน้มลดลง ขณะที่รายได้รวมจากการขายไฟให้ภาคเอกชน มีแนวโน้มขยายตัวตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น
เผยแพร่เมื่อ 2025 Jan 30
ในปี 2568 ต้นทุนเชื้อเพลิงเฉลี่ยของโรงไฟฟ้าฟอสซิลมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลก ขณะที่รายได้การขายไฟต่อหน่วยคาดว่าจะทรงตัว ทั้งนี้ ธุรกิจยังคงมีทิศทางเติบโตจากความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศที่เพิ่มขึ้นแม้จะชะลอลงจากปีก่อนหน้า รายได้จากการผลิตไฟฟ้าฟอสซิลเพื่อขายให้ภาครัฐในปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แม้ว่าจะเพิ่มขึ้นช้าลงกว่าปี 2567 ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าในโครงข่ายภาครัฐที่ชะลอลง โดยคาดว่าจะโต 1.4% ในปี 2568 จาก 3.5% ในปีก่อนหน้า ในขณะที่รายได้จากการผลิตไฟฟ้าฟอสซิลเพื่อขายให้แก่ผู้ใช้งานในนิคมอุตสาหกรรมในปี 2568 ก็มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แม้จะชะลอลงจากปีก่อนหน้าจากความต้องการใช้ไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นช้าลงตามกิจกรรมการผลิตเพราะแรงกดดันจากสินค้าจีนที่ล้นตลาด
เผยแพร่เมื่อ 2024 Dec 09
การใช้งานเว็บไซต์ต่อถือว่าคุณยอมรับนโยบายคุกกี้ของเรา
คุณสามารถเลือกประเภทของคุกกี้ที่ต้องการให้เราใช้ได้